Search:

การส่งเสริมและพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์กลางของชุมชน

June 11th, 2015

DSC_7040ในอดีตวัดถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางและเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชน รวมทั้งคนในชุมชนรอบๆวัดยังใช้วัดเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์และทำกิจกรรมต่างๆร่วมกัน เช่น การประชุมหมู่บ้าน การประชุมราชการ หรือให้วัดเป็นศูนย์การเรียนรู้ แต่ในปัจจุบันท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคม วัฒนธรรมตะวันตกที่ไหลบ่าเข้ามาสู่สังคมไทย ทำให้เด็ก เยาวชน และประชาชน หันไปยึดติดในวัตถุนิยมมากเกินไป เป็นผลให้คนห่างไกลจากวัดโดยไม่รู้ตัว วัดจึงได้ลดบทบาทจากในอดีต สังคมไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้หมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านต่างมีวัดประจำหมู่บ้านของตนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งถือว่าเป็นสมบัติรวมของคนทั้งหมู่บ้าน เพราะวัดควรเป็นแหล่งเรียนรู้ทางปัญญาและพัฒนาจิตใจ โดยวัดต้องสามารถอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการบำเพ็ญบุญกุศล ศึกษาหลักธรรมคำสอนและปฏิบัติธรรม

การช่วยพัฒนาวัดถือเป็นหน้าที่ของพุทธศาสนิกชนที่พึงปฏิบัติ และเป็นการบูชาคุณพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ซึ่งเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่ อีกทั้งยังส่งเสริมการพัฒนาชุมชนและสังคมไปพร้อมๆกันอีกด้วย เพราะเมื่อวัดได้รับการพัฒนา ชุมชนและสังคมรอบด้านย่อมพัฒนาตามไปด้วย เนื่องจากวัดเป็นศูนย์กลางของสังคมไทย เพราะวัดเป็นสถานที่อำนวยคุณประโยชน์มากมาย พุทธศาสนิกชนจึงควรช่วยกันพัฒนาวัด เพื่อเป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา และเป็นการเสริมสร้างความเจริญของสังคมไทยต่อไป การพัฒนาวัดให้ได้ผลนั้นจะต้องเริ่มต้นจากการปลูกจิตสำนึกแก่ประชาชนในท้องถิ่นนั้นๆให้รู้สึกว่าตนเป็นเจ้าของวัด มีความรักและหวงแหน เห็นคุณค่า ทำให้อยากที่จะช่วยกันดูแลรักษาและพัฒนาวัดในชุมชนของตน

แนวทางพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์กลางของชุมชน

1.พัฒนาวัดให้เกิดความรู้สึกแก่ชุมชนในท้องถิ่นว่าวัดเป็นของตน มีความรู้สึกหวงแหน รัก และช่วยกันดูแลรักษา
2.สร้างสภาพวัดให้เป็นที่พักอาศัยของพระภิกษุสามเณร เป็นที่บวชเรียนศึกษาปฏิบัติธรรม เป็นที่ทำบุญบำเพ็ญกุศล
3.สร้างความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับประชาชนในท้องถิ่นวัดจะต้องสะอาดร่มรื่นมีกิจกรรมเพื่อประชาชน
4.สร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างวัดกับประชาชนในท้องถิ่น
5.เกิดการยอมรับตลอดไปว่าวัดกับชุมชนนั้นๆเป็นหน่วยเดียวกัน ให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

ช่วยเหลือ การให้ผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

April 25th, 2015


ถ้าพูดถึงการให้ การเสียสละ นอกจากเสียสละทรัพย์สิ่งของแล้ว ยังหมายถึงการให้น้ำใจแก่ผู้อื่นด้วย ซึ่งเป็นข้อที่ 1 ใน 10 ข้อของทศพิธราชธรรมสำหรับการให้  ถ้าเป็นการให้โดยไม่หวังผลหรือสิ่งตอบแทน การให้ที่ให้ด้วยใจ ให้แล้วเกิดความสุขต่อเพื่อนมนุษย์ แม้แต่ ต่อสัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาร่วมชะตาชีวิตบนโลกมนุษย์ด้วยกัน เป็นการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน

การให้ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นการให้ด้วยทรัพย์สิน เงินทอง การให้ด้วยน้ำใจ  ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า เป็นเรื่องที่หายากในสังคม การที่จะพบบุคคลที่มีความเสียสละ ทุ่มเท อุทิศแรงกายแรงใจ เสียสละเวลาส่วนตัว ด้วยแล้ว เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร ยากเหลือเกินที่จะค้นพบ การให้ด้วยน้ำใจ ปัจจุบันถ้าเป็นเชิงวิชาการ จะหมายถึง การให้ความรู้ ซึ่งเป็นการให้ที่ปราศจากการที่จะหวังผลสิ่งใดตอบแทน เป็นการให้ความรู้จากความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ของตนเอง เพื่อเป็นวิทยาทานให้กับผู้ที่ไม่รู้ หรือเป็นการเพิ่มเติมความรู้ให้กับผู้อื่น

ความจริงแล้วในสังคมไทย ยังมีผู้ที่มีความรู้ในตนเองมากมาย แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่ความรู้หรือภูมิรู้นั้น อยู่ในตัวของบุคคลคนนั้น ซึ่งไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นองค์ความรู้ให้บุคคลอื่นได้รับทราบ สำหรับการถ่ายทอดได้บ้างนั้น ก็เรียกว่าน้อยมาก ในบางครั้งความรู้นั้นอาจเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นที่สามารถนำความรู้นั้นไปใช้ประโยชน์ในการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงานหรือการแก้ปัญหาในการทำงานได้ ผู้เขียนมีความเห็นว่าต่อ ๆ ไป ถ้ามีการจัดการความรู้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการนำความรู้ซึ่งอยู่ในตัวคนออกมาเผยแพร่ให้กับบุคคลทั่วไปได้มากขึ้นแล้ว จะทำให้สังคมรุ่นใหม่เกิดการปฏิบัติไปในแนวทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างยิ่ง  แต่ปัจจุบันอาจเป็นช่วงเริ่มต้นของการที่จะดึงความรู้ในตัวคนออกมาเพื่อเผยแพร่ให้กับสังคมได้รับทราบ เนื่องจากเกิดเหตุปัจจัยหลาย ๆ เรื่อง เช่น การที่ผู้มีความรู้ยังไม่เข้าใจในระบบ กลไกของเทคโนโลยี ตลอดจนบางท่านยังหวงวิชาเพราะเกรงว่าคนรุ่นใหม่จะรู้ทัน ผู้เขียนมีความคิดเห็นว่า หาเป็นเช่นนั้นไม่ ยิ่งเราให้ความรู้ ความรู้ยิ่งกลับมีมากขึ้น  ทำให้ความรู้เกิดการแตกยอดความรู้และมีความคิดว่า  ให้ความรู้เท่าไรไม่มีวันหมดภูมิรู้ กลับได้รับความรู้เพิ่มขึ้น ดีเสียอีก ถ้าเรานำความรู้มาเผยแพร่จะทำให้สังคมมีคนช่วยคิดในการสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น ชุมชน สังคม เข้มแข็งขึ้น  และทำให้ประเทศชาติมีคุณภาพมากขึ้น

แต่สิ่งสำคัญ ที่จะทำได้ นั่นคือ การให้ความรู้นี้ ต้องไม่หวังผลตอบแทน เรียกว่า เป็นการให้ที่มาจากใจส่วนลึก โดยต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากผู้มีภูมิรู้ทุกท่านในการเผยแพร่ความรู้และประสบการณ์ที่อยู่ในตัวให้กับเด็กรุ่นใหม่  ได้รับรู้รับทราบเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อไป อย่าปล่อยให้ความรู้นั้นสูญหายไปกับตัวท่านเอง เพราะจะไม่มีประโยชน์ต่อสังคมเลย เพราะที่ผ่าน ๆ มา เราไม่มีตัวจัดการความรู้เข้ามา แต่ปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีแล้ว ควรใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น

ยุทธศาสตร์ชุมชนเข้มแข็งและยั่งยืน

March 30th, 2015

การพัฒนาประเทศที่เน้นการเพิ่มบทบาทการมีส่วนร่วมขององค์กรชุมชนในการกำหนดแนวทางการพัฒนาของตนเองมากขึ้น ซึ่งจะต้องมีการกระจายอำนาจการบริหารงานบุคลากร และงบประมาณ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของระบบบริหารจัดการงานพัฒนาที่ใช้อยู่ในปัจจุบันให้สามารถแก้ปัญหาและส่งเสริมการพัฒนาได้ทันกับขนาดและความรุนแรงของปัญหาที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งส่งเสริมบทบาทของทุกฝ่าย คือ ภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน และภาคประชาชน รวมทั้งองค์กรพัฒนาเอกชนในกระบวนการบริหารจัดการพัฒนาให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในการพัฒนาของภาครัฐ และการดำเนินการพัฒนาด้านต่างๆ จากส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และท้องถิ่นให้สอดคล้องกับนโยบายกระจายอำนาจและสร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์กรท้องถิ่นระดับล่าง

การพัฒนาทุกอย่างต้องอาศัยการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของหน่วยองค์กรหรือบุคคลที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ต้องใช้ทรัพยากรนำเข้าอย่างประหยัด คุ้มค่าและต้องมีกระบวนการทำงานที่บังเกิดผลไม่ก่อให้เกิดความสูญเปล่า โดยมียุทธศาสตร์การพัฒนาที่เป็นแผนการอันชาญฉลาดสำหรับการกระทำการอันหนึ่งอันใดให้บรรลุเป้าหมาย โดยมีหลักวิชาการรองรับและเป็นหลักวิชาการที่ถูกต้อง เป็นวิทยาศาสตร์ ต้องใช้ข้อมูลจากสภาพจริงของท้องถิ่นหรือสถานที่แห่งนั้นมาช่วยในการกำหนดยุทธศาสตร์ เป็นแผนการที่คนทั่วไปไม่คุ้นเคยมาก่อน เพราะจุดสำคัญของการพัฒนาชุมชนคือการยึดชุมชนเป็นหลัก ประชาชนต้องร่วมมือกัน ช่วยเหลือกัน พึ่งตนเอง และสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ซึ่งเป็นเสมือนทุนทางสังคมไทยที่เริ่มจากการส่งเสริมการผลิตพื้นฐาน การมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนเป็นหลัก

กลไกการบริหารจัดการที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและความต้องการของชุมชนมากที่สุด และนำไปสู่การมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย โดยกระบวนการทำงานร่วมกันของพหุภาคีในจุดเริ่มต้นควรดำเนินการในระดับจังหวัดก่อน ในลักษณะของประชาคมจังหวัด ซึ่งถ้าหากได้ผลก็จะขยายลงสู่ระดับอำเภอ และตำบล รวมทั้งขยายขึ้นสู่ระดับภาค เพื่อสร้างเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกันทั้งประเทศต่อไป ทั้งนี้ประชาคมจังหวัดจะมีลักษณะเป็นรูปแบบการรวมตัวของประชาชนกลุ่มต่างๆ เพื่อร่วมกันคิดหาแนวทางการพัฒนาในพื้นที่โดยลักษณะการจัดตั้งควรให้เป็นไปตามธรรมชาติ แต่มีระเบียบทางราชการรองรับ และให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

การแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ได้หวังผลกำไร

February 26th, 2015

การแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ได้หวังผลกำไร

ปัจจุบันในโลกของอุตสาหกรรมเสื้อผ้ามีอัตราการเติบโตที่สูง เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ และด้วยกระแสทางวัฒนธรรม ประกอบกับยุคสมัยแห่งแฟชั่นก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้อุตสาหกรรมเสื้อผ้ามีการขยายตัว และขับเคลื่อนไปอย่างรวดเร็วในขณะเดียวกันแม้ว่าอุตสาหกรรมเสื้อผ้าจะมีการผลิตในอัตราก้าวหน้าแต่ก็ยังมีข้อจำกัด กับคนบางกลุ่มในการเข้าถึงเสื้อผ้าที่ดีเพื่อการดำรงชีวิต อันเนื่องมาจากปัจจัยทางด้านราคา ปัญหาภาวะสงคราม และ ความยากจน และด้วยสาเหตุปัจจัยดังกล่าวมักจะพบการรายงานผู้เสียชีวิตจาก ภัยธรรมชาติตามฤดูกาลแทบทุกปี

การมีส่วนร่วมในการบริจาคเสื้อผ้า และเครื่องนุ่งห่มทุกชนิด เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ขาดแคลน ได้มีโอกาสในการเข้าถึงเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มที่ดี และเป็นการลดช่องว่างและปัญหาทางสังคมที่จะติดตามมานอกจากแนวคิดการรับบริจาคเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มแล้ว การจัดตั้งกองทุนเพื่อการแบ่งปันด้วยการรับเงินบริจาค รวมถึงนำเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มที่ได้จากการบริจาคบางส่วนมาจัด จำหน่าย เพื่อเป็นกองทุนให้ความช่วยเหลือชุมชนที่ประสพกับปัญหาความขาดแคลนในด้านอื่นๆขบวนการจัดการกับสิ่งของบริจาค คือการคัดแยกสิ่งของในแต่ละประเภทเพื่อให้เป็นหมวดหมู่

สิ่งของที่ได้รับบริจาคมาจะนำไปส่งต่อให้กับผู้ยากไร้ทั่วประเทศไทยได้แก่ กลุ่มผู้ยากไร้ในเมืองและปริมณฑล กลุ่มคนที่ขาดแคลนและด้อยโอกาสในพื้นที่ต่างจังหวัด กลุ่มคนที่อยู่ในค่ายอพยพ และกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ โดยไม่ได้หวังผลกำไร ชุมชนที่คลาดแคลนสามารถเข้าถึงเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มได้ ใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนที่อยู่ทั้งในสังคมเมืองและในสังคมชนบทให้ดีขึ้น ภาคประชาสังคมเกิดการมีส่วนร่วมในการให้ความช่วยเหลือกลุ่มคนที่ขาดแคลน

ในปัจจุบันนี้จึงทำให้มีองค์กรที่เรี่ยไรเงินเพื่อบริจาคให้กับประชาชนที่ขาดแคลนเกิดขึ้นมากมาย เช่น โครงการเบียร์ช้างต้านภัยหนาว โครงการแบ่งปันเสื้อเก่าให้แก่เด็กผู้ยากไร้ โดยจะนำเสื้อผ้าเก่าหรือผ้าห่มเข้าไปมอบให้ถึงชาวบ้านในตัวชุมชน นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่ทำร่วมกับชาวบ้าน และเด็กนักเรียนตัวน้อยในพื้นที่ ควบคู่กับการเสริมสร้างคุณธรรมไปด้วย เพื่อช่วยปลูกฝังจิตสำนึกเรื่อง “การให้” ที่เป็นสิ่งสำคัญสำหรับสังคม

การทำงานอาสากับผลกระทบต่อสังคม

January 29th, 2015

การทำงานอาสาเป็นกิจกรรมที่เอาประโยชน์ของผู้อื่น โดยตั้งใจที่จะส่งเสริมสิ่งที่ดีๆ หรือปรับปรุงคุณภาพชีวิตการทำงานอาสามีหลายรูปแบบที่ใครๆก็ทำได้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่อาสาสมัครจำนวนมากได้รับการฝึกฝนเป็นพิเศษในงานที่ตนทำเช่น ในด้านการแพทย์ การศึกษา การกู้ภัยในยามฉุกเฉินอาสาในยามที่เกิดภัยธรรมชาติและอื่นๆทั้งนี้การทำงานอาสาอาจทำได้หลายทางและอาจแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ได้ เช่นการทำงานอาสาเป็นทุนทางสังคมการทำงานอาสาที่ใช้ทักษะเป็นฐานการทำงานอาสาทางอินเตอร์เน็ดการทำงานอาสาด้านสิ่งแวดล้อมการทำงานอาสาในโรงเรียน

ผลกระทบของการทำงานอาสาต่อสังคม
โครงการอาสาสมัครมีส่วนช่วยสนับสนุนการพัฒนาโดยทำให้สังคมดีขึ้น เข้มแข็งขึ้นทำให้องค์กรสามารถมีอิทธิพลต่อนโยบายทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติเพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและปรับปรุงความมั่นคงในการดำรงชีวิตทั้งนี้มีผลกระทบเช่น
1.โครงการอาสาสมัครเสริมเสียงของสังคมให้เข้มแข็งด้วยการรองรับความต้องการของผู้ร่วมงานในต่างประเทศด้วยการตอบสนองส่งคนไปเข้าโครงการอาสาสมัครช่วยเหลือองค์กรนั้นๆเสริมคุณภาพของความสัมพันธ์กับผู้ร่วมงานในต่างประเทศ ช่วยเพิ่มความเข้าใจต่อปัญหาที่ผู้ร่วมงานเผชิญในโลกที่กำลังพัฒนาและยังช่วยสร้างโอกาสสำหรับการผลักดันร่วมกัน การผนึกพลัง การเป็นหุ้นส่วนร่วมกันทำงานใหม่ๆ และตลาดใหม่ๆ
2.โครงการอาสาสมัครสนับสนุนชุมชนให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ โดยการเอื้ออำนวยการเป็นหุ้นส่วนร่วมงานกันที่เสริมการมีส่วนร่วมให้เข้มแข็ง ทำหน้าที่สร้างความเชื่อมโยงระหว่างชุมชนในและระหว่างประเทศกำลังพัฒนาและยังทำหน้าที่เป็นตัวเร่งในการระดมชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา รวมทั้งเอื้ออำนวยต่อการใช้วิธีการแบบมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์เศรษฐกิจสังคมของชุมชน
การทำงานอาสานับได้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่มีการช่วยเหลือสังคมให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และยังช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโลกได้หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน และจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลทั่วโลกสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้ความรักเพื่อนมนุษย์และการอุทิศตัวเพื่อประโยชน์ เพียงเท่านี้ก็จะสามารถช่วยให้ประเทศชาติมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น