Search:

เครือข่ายช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้ยากไร้และไม่ได้รับความเป็นธรรม

October 29th, 2014

การให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน

ในชนบทเขตยากจนและไม่ได้รับความเป็นธรรมในปัญหากฎหมาย โดยจะมีทนายความ ผู้ทรงคุณวุฒิ อาจารย์และนักศึกษาของคณะนิติศาสตร์เป็นบุคลากรประจำคอยให้บริการ หากจำเป็นต้องดำเนินคดีในชั้นศาล ทางสำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายแก่ประชาชนจะจัดทนายความเข้าช่วยเหลือว่าความโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยได้ดำเนินการตามแนวนโยบายที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ การพิจารณาพื้นที่เป้าหมายดำเนินงาน โดยนำเอาปัญหาที่แท้จริงของคนในท้องถิ่นที่แตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาคและแต่ละพื้นที่เป็นตัวกำหนดพื้นที่ปฏิบัติการ โดยสำนักงานอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งจัดตั้งสำนัก งานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนประจำจังหวัดขึ้นทุกจังหวัดทั่วประเทศเป็นการให้บริการฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายยกเว้นค่าธรรมเนียมในชั้นศาลที่ต้องเสียตามกฎหมาย

การที่จะช่วยเหลือดำเนินคดีให้แก่ประชาชนผู้มายื่นคำร้องขอให้ช่วยเหลือทางกฎหมายจะต้องพิจารณาว่า ผู้มาขอความช่วยเหลือมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 78 หรือไม่ กล่าวคือ จะต้องพิจารณาว่า ประชาชนผู้มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายจะต้องเป็นผู้ยากไร้ และไม่ได้รับความเป็นธรรม ในทางปฏิบัติกรรมการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายจะต้องพิจารณาเรื่องว่า ผู้มาร้องขอความช่วยเหลือจะต้องมีคุณสมบัติครบทั้ง 2 ประการ คือเป็นผู้ยากไร้ และไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงจะสั่งรับให้ความช่วยเหลือในชั้นดำเนินคดี ถ้าเป็นทางแพ่งก็จะดำเนินคดีอย่างคนอนาถาให้ และเมื่อศาลไต่สวนคำร้องเห็นว่า ไม่อนาถาจริง ทนายความอาสาสมัครผู้รับผิดชอบคดีนั้นๆก็จะรายงานกรรมการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย เพื่อพิจารณาสั่งงดการให้การช่วยเหลือและแนะนำให้ผู้ร้องไปจ้างทนายความดำเนินคดีเอง

การจัดฝึกอบรมให้ชุมชนมีทักษะในการใช้กฎหมาย

ภาคปฏิบัติและมีคุณธรรมในการใช้วิชาชีพนักกฎหมาย อบรมและปลูกฝังให้ตระหนักถึงภาระหน้าที่อันจะสร้างความเป็นธรรมในสังคม การให้ความช่วยเหลือประชาชนด้านกฎหมาย โครงการอบรมเผยแพร่ความรู้ด้านกฎหมายให้แก่ประชาชน โครงการเสริมทักษะของนักศึกษาในด้านกฎหมายปฏิบัติ โครงการเสวนาทางวิชาการและการพิมพ์หนังสือกฎหมายสำหรับประชาชน ขอบเขตของวัตถุประสงค์เพื่อให้คำแนะนำปรึกษาทางกฎหมายแก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนได้รู้ถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเองเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนที่ยากจนในสังคมได้รับความยุติธรรมเสมอภาคกัน เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางด้านกฎหมายแก่ประชาชนทั่วไป

องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรมีส่วนช่วยสังคมอย่างไร และรายได้มาจากส่วนใดบ้าง?

September 30th, 2014

การทำธุรกิจเพื่อสังคมเริ่มมีมากขึ้นในปัจจุบันนี้ การเป็นผู้ประกอบการที่ทำเพื่อสังคม เป็นแนวคิดที่ได้รับความสนใจจากทั้งภาครัฐและเอกชนในหลายๆประเทศ เพราะนอกจากจะนำกำไรเข้ากระเป๋าตนเองแล้ว ผู้ประกอบการยังได้กำไร เป็นชีวิตของคนเมืองที่มีความสุขด้วย เรียกได้ว่าเป็น “Double Bottom Line” ก็ว่าได้

องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร โดยกำไรนั้นตั้งอยู่บนเป้าหมายของคุณภาพชีวิตคนในสังคมในแง่มุมต่างๆ มีการสนับสนุนในส่วนต่างๆ เช่น การศึกษา สิ่งแวดล้อม สาธารณสุข ส่งเสริมชุมชน ทำให้ผู้ประกอบเหล่านี้ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้ประกอบการทางสังคมอย่างแท้จริง แต่รายละเอียดจริงๆแล้วการจัดตั้งองค์กรเพื่อสังคมนั้นมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนมาก นั่นคือ ทำเพื่อสังคม ฝึกฝนทักษะในชุมชน จัดหางานให้แก่คนในชุมชน ยกระดับการศึกษาให้แก่ผู้ด้อยโอกาส ฝึกฝนอาชีพให้กับคนพิการ คุ้มครองสิทธิสัตว์ ช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ เป็นต้น อีกทั้งไม่มีการผูกขาดทางการค้ากับธุรกิจอื่นๆ ซึ่งทำให้ผลกำไรมีการกระจายไปอย่างทั่วถึงในชุมชนต่างๆ กล่าวได้ว่าผลกำไรต่างๆถูกคืนให้แก่สังคมนั่นเอง

อาจมีข้อสงสัยที่ว่าองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรต่างจากผู้ประกอบการเพื่อสังคมอย่างไร โดยธุรกิจและผู้ประกอบการเพื่อสังคมเป็นองค์กรที่มุ่งแสวงหาผลกำไร แต่กำไรที่ว่ามาจากปัจจัยหลายๆส่วน เช่น เม็ดเงิน คุณภาพชีวิตของคนในสังคม โครงสร้างสังคมที่ดีขึ้น เป็นต้น อีกทั้งกำไรจากส่วนต่างๆไม่ได้มาจากผู้ถือหุ้นรายเดียวหรือมากจากบริษัทใดบริษัทหนึ่ง หากแต่เป็นกำไรจากผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ ผู้บริโภค บริษัท คนงาน ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม และเมื่อธุรกิจมีกำไรก็จะสามารถทำให้สังคมพึ่งพาตนเองได้ หัวใจสำคัญในการทำเพื่อสังคมขององค์กรมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คนในสังคมสามารถช่วยเหลือตนเองได้ต่อไป โดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากรัฐบาล ทำให้ความเป็นอยู่ของคนในชุมชนมีการยกระดับไปในทางที่ดีขึ้นในระยะยาว ช่วยลดระดับความเหลื่อมล้ำในสังคม อีกทั้งยังมีการผลักดันให้ความเป็นธรรมแก่คนในชุมชนด้วย นอกจากนี้กำไรต่างๆที่เข้ามายังองค์กรยังมาจากการช่วยเหลือของทั้งภาคธุรกิจและคนในชุมชนด้วย เช่นการทำสิ่งประดิษฐ์ต่างนำออกขายในเชิงสร้างสรรค์ และนำกำไรเหล่านั้นหมุนเวียนเข้ามายังชุมชน เราจะเห็นได้ว่าองค์กรไม่แสวงหากำไรนั้นสามารถช่วยเหลือคนในชุมชนได้มากเลยทีเดียว

ความสำคัญขององค์กรไม่แสวงหากำไรต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ

August 15th, 2014

ปัจจุบัน ธุรกรรมทางเศรษฐกิจขององค์กรไม่แสวงหากำไรทั้งหมดได้ถูกนับรวมไว้แล้วในระบบบัญชีประชาชาติ เช่น การผลิตหรือมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นจาก เช่น การผลิตหรือมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นจากการผลิตขององค์กรไม่แสวงหากำไรทั้งหมดรวมไว้แล้วใน GDP การใช้จ่ายสำหรับกิจกรรมการดำเนินงานซึ่งถือเป็นการใช้จ่ายขั้นสุดท้ายขององค์กรไม่แสวงหากำไร นับรวมไว้ในการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคของครัวเรือน ส่วนค่าตอบแทนแรงงานก็ได้นับเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบแทนแรงงานรวมที่เป็นผลตอบแทนของปัจจัยการผลิตที่เป็นแรงงานของประเทศ เป็นต้น

นอกจากนั้น ข้อมูลทุกด้านที่ได้มีการนำเสนอผ่านทางบัญชีต่างๆ ของระบบบัญชีประชาชาติ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน การออม ทรัพย์สิน หนี้สิน หรือการไหลเวียนของเงินทุน และอื่น ๆ ถือว่าได้รวมข้อมูลในส่วนขององค์กรไม่แสวงหากำไรไว้แล้ว เพียงแต่ไม่ได้แยกไว้ให้เห็นอย่างชัดเจน

จากผลการศึกษาและจัดทำบัญชีองค์กรไม่แสวงหากำไรให้บริการครัวเรือนในปี พ.ศ. 2544 และ พ.ศ. 2549 โดยใช้ข้อมูลจากการสำรวจองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรของสำนักงานสถิติแห่งชาติ และศึกษาเพิ่มเติมบางส่วน พบว่ามี จำนวนองค์กรไม่แสวงหากำไรทั้งสิ้น 55,805 แห่งในปี พ.ศ. 2544 และเพิ่มเป็น 65,457 แห่งในปี พ.ศ. 2549 โดยส่วนใหญ่หรือร้อยละ 63.2 เป็นองค์กรด้านศาสนา ซึ่งได้รวมวัดไว้ด้วยในกรณีประเทศไทย รองลงมาหรือร้อยละ 25.6 เป็นองค์กรด้านบริการสงเคราะห์ที่ทำหน้าที่หลักในการช่วยเหลือประชาชนและสังคมในด้านต่าง ๆ จึงทำให้เมื่อพิจารณาด้านการจ้างงาน พบว่า บริการสังคมสงเคราะห์มีสัดส่วนของจำนวนพนักงานมากที่สุดเมื่อเทียบกับองค์กรประเภทอื่น ๆ

จากการดำเนินงานขององค์กรไม่แสวงหากำไร ให้บริการครัวเรือนที่วัดค่าในรูปตัวเงิน เช่น มูลค่าการผลิตและมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ พบว่า ในปี 2544 การผลิตขององค์กรเหล่านี้มีมูลค่ารวมกันเท่ากับ 47,161 ล้านบาท และลดลงเล็กน้อยเหลือ 43,758 ล้านบาทในปี 2459 ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มเท่ากับ 31,726 ล้านบาท และ 26,526 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.6 และ 0.4 ต่อ GDP ในปี 2544 และ 2549 ตามลำดับ โดยองค์ประกอบหลักของมูลค่าเพิ่มคือ ค่าตอบแทนแนงงานที่คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 51.4 ของมูลค่าเพิ่มรวมในปี 2549 ส่วนที่เหลือคือ ค่าเสื่อมราคา ค่าเช่าที่ดินและภาษีอื่น ๆ

นับได้ว่าองค์กรไม่แสวงหากำไรประเภทที่จัดอยู่ในสถาบันไม่แสวงหากำไรให้บริการครัวเรือนที่แม้ว่าจะผลิตสินค้าและบริการที่ไม่ใช่ระบบตลาด เป็นการให้เปล่า หรือ ฟรี หรือ จำหน่ายในราคาทุน โดยมีรายรับส่วนใหญ่จากการบริจาค และเงินอุดหนุนนั้น สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจได้ตามสมควร นอกจานั้น ค่าตอบแทนแรงงานซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของมูลค่าเพิ่มขององค์กรไม่แสวงหากำไรดังกล่าวไว้ข้างต้น มีสัดส่วนต่อค่าตอบแทนแรงงานรวมของประเทศสูงถึงร้อยละ 1.3 ในปี 2544 แต่ได้ลดลงในปี 2549 เหลือร้อยละ 0.6อย่างไรก็ตามยังสะท้อนให้เห็นว่า องค์กรไม่แสวงหากำไรเป็นหน่วยเศรษฐกิจหนึ่งที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ และยังมีสัดส่วนสูงกว่าการผลิตบางสาขาเช่น สาขาประมงและสาขาเหมืองแร่ เป็นต้น

แผนพัฒนาชุมชนเพื่อการแก้ไขปัญหาของชุมชนด้วยตนเอง

July 28th, 2014

ชุมชน คือกลุ่มชนที่อาศัยอยู่รวมกันโดยมีความรู้สึกผูกพันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จะโดยอาศัยหลักผูกพันในทางเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ศาสนาเดียวกันซึ่งทำให้บุคคลมีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนั้น หรืออาศัยหลักความผูกพันหรือผลประโยชน์ทางเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรมร่วมกันโดยอาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่ทางภูมิศาสตร์เดียวกัน ตลอดจนการมีผลประโยชน์ในทางการบริการสังคมร่วมกัน ซึ่งกระบวนการจัดทำแผนพัฒนาหมู่บ้าน/ชุมชน เป็นกระบวนการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชนในหมู่บ้านและชุมชน โดยเริ่มจากการกระตุ้นจิตสำนึก และความรับผิดชอบของประชาชน/ชุมชน ให้มีจิตสาธารณะ และร่วมกันคิด ร่วมกันจัดหาร่วมกัน

การส่งเสริมให้องค์กรได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม

คือการมุ่งมั่นที่จะเป็นพันธมิตรที่ดี โดยเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่ายที่ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดและไว้วางใจกัน ทั้งกับชุมชน รัฐบาล บริษัทร่วมทุน และลูกค้า เพื่อร่วมส่งเสริมเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนและประเทศไทย โดยเป้าหมายของการพัฒนาชุมชน คือคนซึ่งเป็นกลุ่มอันหลากหลาย กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ เป็นหมู่บ้าน เป็นชุมชนเมือง เป็นกลุ่มอาชีพ เป็นกลุ่มกิจกรรม ฯลฯ กลุ่มต่างๆเหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญของประเทศ เราเห็นพ้องกันว่าการพัฒนาคนเป็นแนวทางการพัฒนาประเทศที่ถูกต้อง การพัฒนาคนจึงเป็นเป้าหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ องค์กรทั้งหลายก็ต้องพัฒนาตนเองเช่นเดียวกัน เพราะองค์กรก็มีความเป็นชุมชนด้วย เพราะฉะนั้นเป้าหมายของประเทศหรือสังคมจึงต้องพัฒนาคนหรือชุมชน

การส่งเสริมให้หมู่บ้านใช้แผนชุมชนเป็นเครื่องมือเสริมสร้างขีดความสามารถของชุมชนในการแก้ไขปัญหาของชุมชนด้วยตนเองบนพื้นฐานของข้อมูล การคิดการตัดสินใจ และลงมือกระทำของคนในชุมชน โดยมีเป้าหมายให้ทุกหมู่บ้านมีแผนชุมชน และใช้แผนชุมชนเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาความยากจน และวางรากฐานวิถีชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของประชาชนในหมู่บ้าน เพื่อให้การพัฒนาของชุมชนเป็นไปตามวิสัยทัศน์ และบรรลุตามจุดมุ่งหมายของการพัฒนาชุมชนจะต้องกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาที่เหมาะสมกับศักยภาพ ขีดความสามารถ และความพร้อมของชุมชน โดยกลยุทธ์การพัฒนาจะเป็นตัวเชื่อมระหว่างวิสัยทัศน์และจุดมุ่งหมายการพัฒนากับการกำหนดกิจกรรมการพัฒนาในแง่ของการกำหนดขอบเขตและลักษณะของการใช้ทรัพยากรต่างๆของการพัฒนา

แนวคิดเกี่ยวกับการจัดทำแผนพัฒนาชุมชน

๑. แนวคิดจากปรัชญาพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็นสากลที่บอกว่าชาวบ้านมีศักยภาพ สามารถพัฒนาตนเองได้ถ้าให้โอกาส และการพัฒนาต้องเริ่มต้นที่ชาวบ้าน
๒. แนวคิดจากหลักการพัฒนาชุมชน คือ การมีส่วนร่วม การพึ่งตนเอง การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และการรับผิดชอบต่อชุมชนของตนเอง
๓. แนวคิดในการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง คือการให้ชุมชนได้มีกระบวนการในการจัดการชุมชนมีการเรียนรู้ร่วมกันในกระบวนการชุมชน
๔. แนวคิดในการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง คือการสร้างพลังชุมชน ใช้พลังชุมชนในการพัฒนาชุมชน
๕. แนวคิดที่ว่าไม่มีใครรู้ปัญหาชุมชนเท่าคนในชุมชน ดังนั้นการแก้ปัญหาชุมชนจึงเริ่มจากชุมชน

สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชนเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต

June 25th, 2014

บุคคลกลุ่มหนึ่งที่มารวมตัวกันโดยมีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างร่วมกัน และดำเนินกิจกรรมบางอย่างร่วมกันอย่างมีขั้นตอนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์นั้น โดยมีทั้งองค์กรที่แสวงหาผลกำไร คือองค์กรที่ดำเนินกิจกรรมเพื่อการแข่งขันทางเศรษฐกิจ เช่น บริษัท ห้างหุ้นส่วน ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าต่างๆ และ องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร คือองค์กรที่ดำเนินกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์เป็นหลัก เช่น สมาคม สถาบัน มูลนิธิ เป็นต้น ซึ่งโครงการพัฒนาแบบองค์รวมในระดับหมู่บ้านเพื่อขจัดปัญหาความยากจน ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหาต่างๆ ไม่ใช่การแก้ที่ปลายเหตุด้วยวิธีการช่วยเหลือแบบสังคมสงเคราะห์ซึ่งเป็นวิธีเก่าๆที่ไม่ได้ผล

สังคมไทยมีพื้นฐานวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกัน

แบบช่วยเหลือเกื้อกูลกันมายาวนาน มีที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเอื้ออาทร เคารพซึ่งกันและกันระหว่างคนกับคน และคนกับธรรมชาติ เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไปบทบาทของชุมชนในการดูแลกันและกันก็ลดลง แต่หลังจากสังคมไทยประสบภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำชุมชน ส่วนหนึ่งได้ร่วมกันปรึกษาหารือเพื่อร่วมกันฟื้นฟูระบบคุณค่าเดิม ทุนทางสังคมที่มีอยู่มาช่วยเหลือเกื้อกูลกันในลักษณะของการจัดสวัสดิการจากฐานทุนด้านต่างๆที่มีอยู่ของชุมชน เช่น สวัสดิการจากฐานกลุ่มออมทรัพย์ องค์กรการเงิน วิสาหกิจชุมชน ความเชื่อทางศาสนา การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ฯลฯ

สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน

เชื่อว่าสิ่งที่จะสามารถขจัดความยากจนได้ คือ การเปลี่ยนจากความช่วยเหลือแบบสังคมสงเคราะห์ไปสู่การส่งเสริมให้ชาวบ้านมีทักษะในการทำธุรกิจ โดยใช้แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวบ้าน โดยใช้หลักการมีส่วนร่วมและความเป็นเจ้าของโครงการของชาวบ้าน ซึ่งจะมีส่วนร่วมในการพัฒนาทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่ระดมความร่วมมือจากชาวบ้านในการวางแผน การดำเนินโครงการ ไปจนถึงการติดตามและประเมินผล สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชนบทตามนโยบาย ทรัพยากร ซึ่งสามารถให้การสนับสนุนทั้งในรูปของเงินทุน ความเชี่ยวชาญ และทักษะต่างๆเพื่อช่วยให้ชาวบ้านริเริ่มธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจชุมชนได้ ซึ่งถือเป็นกิจกรรมหลักในการพัฒนาชนบท

การที่ชาวบ้านมีอาชีพมีรายได้ มีการปรับปรุงคุณภาพชีวิต ชาวบ้านสามารถริเริ่มและดำเนินงานกิจกรรมพัฒนาต่างๆ โดยระบุปัญหา และกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาได้ด้วนตนเอง ไม่ต้องพึ่งพาการช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างเดียว ธนาคารพัฒนาหมู่บ้าน มีผลประกอบการเติบโตขึ้น และคณะกรรมการพัฒนาหมู่บ้านมีความเข้มแข็งสามารถดำเนินงานพัฒนาชุมชนของตนเองได้อย่างยั่งยืน ชาวบ้านมีศักยภาพในการหาความรู้ ข้อมูลข่าวสาร เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัว และมีการรวมตัวกันเพื่อพัฒนาหมู่บ้านของตนอย่างเป็นระบบ เยาวชนมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีอัตราการย้ายถิ่นฐานเพื่อหางานทำในเมืองใหญ่ลดลง ชาวบ้านปรับเปลี่ยนทัศนคติจากการเป็นเพียงผู้รับและพึ่งพาการช่วยเหลือจากภาครัฐและการบริจาค เป็นผู้กำหนดแนวทางการพัฒนาหมู่บ้านด้วยตนเอง