Search:

สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชนเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต

June 25th, 2014

บุคคลกลุ่มหนึ่งที่มารวมตัวกันโดยมีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างร่วมกัน และดำเนินกิจกรรมบางอย่างร่วมกันอย่างมีขั้นตอนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์นั้น โดยมีทั้งองค์กรที่แสวงหาผลกำไร คือองค์กรที่ดำเนินกิจกรรมเพื่อการแข่งขันทางเศรษฐกิจ เช่น บริษัท ห้างหุ้นส่วน ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าต่างๆ และ องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร คือองค์กรที่ดำเนินกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์เป็นหลัก เช่น สมาคม สถาบัน มูลนิธิ เป็นต้น ซึ่งโครงการพัฒนาแบบองค์รวมในระดับหมู่บ้านเพื่อขจัดปัญหาความยากจน ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหาต่างๆ ไม่ใช่การแก้ที่ปลายเหตุด้วยวิธีการช่วยเหลือแบบสังคมสงเคราะห์ซึ่งเป็นวิธีเก่าๆที่ไม่ได้ผล

สังคมไทยมีพื้นฐานวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกัน

แบบช่วยเหลือเกื้อกูลกันมายาวนาน มีที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเอื้ออาทร เคารพซึ่งกันและกันระหว่างคนกับคน และคนกับธรรมชาติ เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไปบทบาทของชุมชนในการดูแลกันและกันก็ลดลง แต่หลังจากสังคมไทยประสบภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำชุมชน ส่วนหนึ่งได้ร่วมกันปรึกษาหารือเพื่อร่วมกันฟื้นฟูระบบคุณค่าเดิม ทุนทางสังคมที่มีอยู่มาช่วยเหลือเกื้อกูลกันในลักษณะของการจัดสวัสดิการจากฐานทุนด้านต่างๆที่มีอยู่ของชุมชน เช่น สวัสดิการจากฐานกลุ่มออมทรัพย์ องค์กรการเงิน วิสาหกิจชุมชน ความเชื่อทางศาสนา การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ฯลฯ

สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน

เชื่อว่าสิ่งที่จะสามารถขจัดความยากจนได้ คือ การเปลี่ยนจากความช่วยเหลือแบบสังคมสงเคราะห์ไปสู่การส่งเสริมให้ชาวบ้านมีทักษะในการทำธุรกิจ โดยใช้แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวบ้าน โดยใช้หลักการมีส่วนร่วมและความเป็นเจ้าของโครงการของชาวบ้าน ซึ่งจะมีส่วนร่วมในการพัฒนาทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่ระดมความร่วมมือจากชาวบ้านในการวางแผน การดำเนินโครงการ ไปจนถึงการติดตามและประเมินผล สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชนบทตามนโยบาย ทรัพยากร ซึ่งสามารถให้การสนับสนุนทั้งในรูปของเงินทุน ความเชี่ยวชาญ และทักษะต่างๆเพื่อช่วยให้ชาวบ้านริเริ่มธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจชุมชนได้ ซึ่งถือเป็นกิจกรรมหลักในการพัฒนาชนบท

การที่ชาวบ้านมีอาชีพมีรายได้ มีการปรับปรุงคุณภาพชีวิต ชาวบ้านสามารถริเริ่มและดำเนินงานกิจกรรมพัฒนาต่างๆ โดยระบุปัญหา และกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาได้ด้วนตนเอง ไม่ต้องพึ่งพาการช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างเดียว ธนาคารพัฒนาหมู่บ้าน มีผลประกอบการเติบโตขึ้น และคณะกรรมการพัฒนาหมู่บ้านมีความเข้มแข็งสามารถดำเนินงานพัฒนาชุมชนของตนเองได้อย่างยั่งยืน ชาวบ้านมีศักยภาพในการหาความรู้ ข้อมูลข่าวสาร เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัว และมีการรวมตัวกันเพื่อพัฒนาหมู่บ้านของตนอย่างเป็นระบบ เยาวชนมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีอัตราการย้ายถิ่นฐานเพื่อหางานทำในเมืองใหญ่ลดลง ชาวบ้านปรับเปลี่ยนทัศนคติจากการเป็นเพียงผู้รับและพึ่งพาการช่วยเหลือจากภาครัฐและการบริจาค เป็นผู้กำหนดแนวทางการพัฒนาหมู่บ้านด้วยตนเอง

ธุรกิจขององค์กรช่วยเหลือชุมชน ไม่แสวงหากำไร

May 24th, 2014

เป็นชื่อเรียกองค์กร หรือมูลนิธิที่ช่วยสนับสนุน โดยมีความร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านศาสนา ด้านศิลปะ ด้านการศึกษางานวิจัยต่างๆ หรือทางด้านการกุศล โดยการทำงานทั้งหมดขององค์กรจะไม่มีจุดมุ่งหมายทางด้านพาณิชย์ หรือพูดง่ายๆก็คือไม่นำผลประโยชน์เข้าสู่องค์กร โดยการทำงานทั้งหมดไม่มีจุดประสงค์ในเชิงพาณิชย์ ไม่หาผลประโยชน์เข้าสู้องค์การ แต่มีรายได้มาจากค่าลงทุน ค่าอบรม ค่าบำรุงสมาชิก ค่ากิจกรรมต่างๆ หรือได้มาจากการบริจาค หรือการให้โดยเสน่หา

ในปัจจุบันองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรนั้นได้รับการยอมรับจากภาครัฐและประชาชน เพราะองค์กรเหล่านี้ช่วยส่งเสริมทางด้านต่างๆให้กับประเทศชาติ อาทิเช่น ทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ด้านเยาวชน การศึกษา สิทธิสตรี โดยเฉพาะที่อยู่อาศัย ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุภัยพิบัติต่างๆ โดยองค์กรเหล่านี้จะมีหน้าที่เป็นตัวกลางการช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นการรับบริจาค และกระจายเงินบริจาคไปตามพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมากในชุมชน มีส่วนทำให้ชุมชนเกิดความเจริญรุ่งเรือง และยังน่าเชื่อถือได้รับการยอมรับต่อผู้บริจาคในทุกวันนี้มีองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรเกิดขึ้นมากมาย ในทีนี้จะขอยกตัวอย่าง องค์กรพัฒนาเอกชน กองทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมไทย ที่มีการจัดโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือชุมชนให้เข้มแข็ง คืนความสมดุลให้กับธรรมชาติ เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน เราจะเห็นได้จาก โครงการต่างๆของมูลนิธิ เช่น โครงการแก้ไขภาวะโลกร้อน ที่มูลนิธิดำเนินการโดยได้รับความร่วมมือจากประชาชนและภาคธุรกิจ และหาสาเหตุเพื่อป้องกันชีวิตของมนุษย์ต่อภัยจากสภาวะโลกร้อนในอนาคต

อย่างไรก็ตามการดำเนินการของธุรกิจไม่แสวงหากำไร ที่ได้รับการร่วมมือจากภาคธุรกิจต่างๆ ย่อมส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับภาคธุรกิจที่ให้ความร่วมมือด้วย เหมือนเป็นการโฆษณาไปในตัว ทำให้ภาคเอกชนอาศัยจุดนี้ในการสร้างกำไรให้กับธุรกิจของตนเอง จึงทำให้ในสายตาคนบางกลุ่มมองว่า เป็นการแสวงหากำไรทางอ้อม ทำให้เกิดการสนับสนุนน้อยลง ดังคำกล่าวที่ว่า ของฟรีไม่มีในโลก เพราะทุกอย่างมีต้นทุนทั้งสิ้น ดังนั้นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร จึงเป็นไปไม่ได้

การตลาดสำหรับองค์กรไม่แสวงหากำไร

April 30th, 2014

 

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สภาวะการแข่งขันระหว่างองค์กรไม่แสวงหากำไร (non-profit organizations)ได้ลดน้อยลงไปด้วยเหตุผลที่ว่าแหล่งทุนทางด้านการเงิน ได้ท้าทายให้องค์กรไม่แสวงหากำไรเหล่านั้น รวบรวมทักษะใหม่ ๆ ที่เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนางานด้านการระดมทุนขององค์กร แม้ว่าผลลัพธ์ของการระดมทุนจะเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกับขีดความสามารถในการสื่อสารกับผู้บริจาค และการโน้มน้าวใจให้สาธารณชนบริจาคเงินให้กับองค์กรแล้วโดยพื้นฐานองค์กรต้องผูกความแข็งแกร่งในการบริหารงานไว้ก่อนที่จะปฎิบัติงานด้านการระดมทุน ณ จุดนี้จะเป็นการเชื่อมโยงกับระดับความพึงพอใจในบริการขององค์กร ซึ่งเป็นการอธิบายถึงองค์ประกอบหลักในการดำเนินงานขององค์กร คือ การทำหน้าที่ตามพันธกิจ (mission) ขององค์กร ทั้งนี้ ผู้ที่รับผิดชอบในหน้าที่ระดมทุนจะต้องเตรียมพร้อมตัวเองอย่างดีที่สุดสำหรับการแข่งขันในตลาด และการสนับสนุนของผู้บริจาคหรือผู้ให้ทุนทุกรูปแบบ โดยปฎิบัติดังนี้

- ให้ความใส่ใจและระมัดระวังเกี่ยวกับการกำหนดส่วนประกอบของการระดมทุนว่ามีอะไรบ้าง
- ต้องประเมินความต้องการ (needs) ของส่วนประกอบนั้น
- ออกแบบโครงการหรือกิจกรรม (design) เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการนั้น
- วัดผลความพึงพอใจ (measure) ของส่วนประกอบ กับโครงการหรือกิจกรรมนั้น
- ใช้ผลลัพธ์ที่ได้ (result) ไปปรับปรุงการให้บริการขององค์กรอย่างสม่ำเสมอ
- ติดต่อสื่อสาร (communicate) กับผู้ที่คาดหวังจะบริจาคหรือสาธารณชน เกี่ยวกับข้อมูลที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ในรูปแบบที่เรียบง่าย (simple) ต่อการเข้าใจและมีความชัดเจน (clear)

กระบวนการนี้สามารถจำได้ง่าย ๆ โดยในภาคธุรกิจเรียกว่า การตลาด แต่ ฟิลลิป คอตเลอร์ ได้นำมาปรับเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะสมโดยเรียกว่าเป็น หลักการตลาดเพื่อชุมชนขององค์กรไม่แสวงหากำไร เมื่อเขาเขียนหนังสือเรื่อง การตลาดสำหรับองค์กรไม่แสวงหากำไร (Marketing for Non-profits) ในปี 1975 ซึ่ง คอตเลอร์ ได้ให้คำนิยาม การตลาดขององค์กรไม่แสวงหากำไร ว่าหมายถึง การ วิเคราะห์การวางแผน การปฎิบัติ และการควบคุม โครงการหรือกิจกรรมซึ่งได้มีการออกแบบมาอย่างระมัดระวังเป็นอย่างดี เพื่อโน้มน้าวชักชวนให้เกิดการมีส่วนร่วมในกิจกรรมด้วยความสมัครใจ ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนคุณค่ากับตลาดเป้าหมาย และเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ขององค์กร ทั้งนี้ คอตเลอร์ได้กล่าวถึง รายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับการดำเนินงานขององค์กรไม่แสวงหากำไรว่า ประกอบด้วย

การบริหารจัดการ (Management)

จากความหมายของคำนิยามข้างต้น การวิเคราะห์ การวางแผนงาน การปฎิบัติงานและการควบคุม นั้นเป็นหน้าที่ด้านการบริหารงานซึ่งเป็นการดำเนินงานโดยคณะกรรมการ และผู้บริหารขององค์กร (โดยปกติจะมีการวางแผนเชิงกลยุทธ์ก่อนการปฎิบัติงาน) ในการบริหารจัดการนั้น ลำดับแรกที่ต้องทำคือ ต้องทำการวัดผล (measure) ส่วนประกอบของความต้องการ (needs) ขั้นต้นของกลุ่มเป้าหมาย คือผู้ที่คาดหวังจะบริจาค หรือผู้ให้ทุนหลังจากนั้นก็นำเอาผลลัพธ์ของการวัดผลนั้นมาออกแบบ (หรือนำมาปรับแบบใหม่ หรือ นำมาทำซ้ำ) เพื่อให้รูปแบบการบริการขององค์กรนั้นตอบสนองความต้องการของผู้ที่จะบริจาค ในกรณีนี้อาจทำในลักษณะของการสำรวจตลาดเช่นเดียวกับการสำรวจตลาดในภาคธุรกิจ กล่าวคือ การใช้แบบสอบถามกับกลุ่มเป้าหมาย เป็นต้น ความสามารถในการปรับปรุงโครงการหรือกิจกรรมขององค์กรไม่แสวงหากำไรนี้ เป็นกุญแจสำคัญต่อความอยู่รอดขององค์กร และการได้รับการสนับสนุนทางด้านการเงิน ซึ่งในเรื่องนี้ คอตเลอร์ ได้ให้แนะนำว่า การดำรงอยู่ของตลาดนี้ ขึ้นอยู่กับการประเมินของคณะกรรมการและผู้บริหาร ซึ่งจะเป็นสัญญาณว่า องค์กรจะสามารถแสวงหาความพอดีได้สูงสุดระหว่างโครงการหรือกิจกรรมขององค์กร กับความต้องการ (needs) ของส่วนประกอบในการระดมทุน รวมทั้งกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ที่คาดว่าจะบริจาคและผู้ให้ทุนอย่างไร

การแลกเปลี่ยนทางการตลาด (Market Exchange)

โดยปกติตัวองค์กรและส่วนประกอบต่าง ๆ นั้นมีความเกี่ยวพันและเป็นประโยชน์ซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการบริการที่เจาะจง  ทั้งนี้องค์กรไม่แสวงหากำไรจะมีความต้องการอยู่ 2 ประการ คือ (1) การใช้ประโยชน์อย่างสูงสุดของการให้บริการ อันเป็นเหตุผลสนับสนุนให้องค์กรสามารถอยู่รอดต่อไปได้ (2) ทรัพยากรทางการเงิน ซึ่งแต่ละคนที่เข้าร่วมทำงานแบบอาสาสมัคร ก็จะมองหาการตอบสนองของคนอื่น และเมื่อการตอบสนองนั้นเกิดขึ้น มันจึงถูกเรียกว่า เป็นการแลกเปลี่ยนทางคุณค่า (exchange of values) หรือ การแลกเปลี่ยนทางการตลาด (market exchange) จะเห็นได้ว่าจากกระบวนการบริหารจัดการขององค์กรดังที่กล่าวมาแล้ว ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่จากการแลกเปลี่ยนทางการตลาด 2 อย่าง คือ (1) การปรับปรุงหรือเพิ่มพูนความพึงพอใจให้แก่ผู้บริจาคหรือผู้ให้ทุน กับโครงการหรือกิจกรรมขององค์กร (2) การสนับสนุนทางการเงิน ซึ่งในการแลกเปลี่ยนรูปแบบที่สองนั้น เราได้เรียนรู้ว่ามีแหล่งทรัพยากรทางการเงินอยู่ 2รูปแบบ คือการบริจาคเงิน(donations) จากกลุ่มผู้บริจาคที่มีความสนใจกิจกรรมขององค์กรจริง ๆ และการมีส่วนร่วม (distribution) จากกลุ่มที่เห็นชอบกับกิจกรรมขององค์กร ยินดีที่จะช่วยเหลือและอำนวยความสะดวก เพื่อการแลกเปลี่ยนกับการให้เงินสนับสนุน

การแลกเปลี่ยนรูปแบบที่หนึ่งสามารถเข้าใจได้ง่าย ๆ ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยที่มารักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมีความพอใจในโปรแกรมการบริการของโรงพยาบาล เขาจึงตอบสนองการระดมทุนประจำปีของโรงพยาบาลด้วยการบริจาคเงิน เพื่อให้ผู้ป่วยอื่นได้มีโอกาสใช้บริการที่ดีของโรงพยาบาล จากตัวอย่างนี้จะเห็นว่า ผู้ป่วยคนนี้ได้ใช้โปรแกรมของโรงพยาบาล และเขาจ่ายค่ารักษาพยาบาล พร้อมทั้งบริจาคเงินให้แก่โรงพยาบาลด้วย การกระทำของผู้ป่วยดังกล่าว ทำให้เกิด การแลกเปลี่ยนทางการตลาด ขึ้นที่โรงพยาบาลนี้

ส่วนการแลกเปลี่ยนรูปแบบที่สองนั้น เป็นการช่วยเหลือในลักษณะที่ซับซ้อนกว่า และต้องอาศัยแรงจูงใจเป็นอย่างมาก และตรงนี้แหละที่พบว่าหลายองค์กรได้ทำผิดพลาดอย่างร้ายแรง ในการที่จะทำให้องค์กรเป็นที่รู้จักต่อสาธารณชนซึ่งเป็นผู้ที่สามารถจะบริจาคได้พวกเขาไม่รู้จักแม้กระทั่งผู้ที่จะเป็นผู้ให้ซึ่งผู้บริจาคตัวจริงก็คือ ผู้ป่วยที่จ่ายค่ารักษาพยาบาล ให้แก่โรงพยาบาลซึ่งให้บริการในขณะที่โรงพยาบาลก็ได้ระดมทุนด้วยการใช้วิธีพื้นฐานง่าย ๆ ที่จะให้บริษัทหรือบุคคล สนับสนุนด้านการเงินในลักษณะการขอบริจาคเงินเพื่อซื้อเตียงให้กับคนไข้ที่ยากจน ซึ่งการบริจาคในลักษณะนี้เป็นการบริจาคให้แก่โรงพยาบาลไม่ใช่ให้กับผู้ป่วยที่ยากจนคนใดคนหนึ่งในบางครั้งองค์กรก็ต้องให้ความเคารพแก่ผู้บริจาคหรือผู้ให้ทุน เพราะการช่วยเหลือของเขาอาจแวดล้อมไปด้วยองค์ประกอบหลายอย่าง พวกเขาอาจเจาะจงให้ความช่วยเหลือแก่ตัวแทนของกลุ่มเป้าหมายที่เขาต้องการเมื่อเขามอบเงินบริจาคให้แก่องค์กรไม่แสวงหากำไรเพื่อก่อประโยชน์ให้แก่บุคคลที่สามคือกลุ่มเป้าหมาย ในฐานะ ผู้ให้ หรือผู้บริจาค และ องค์กร ก็เปรียบเสมือนเป็นพันธมิตร (Partnership) กับผู้ให้หรือผู้บริจาค ซึ่งการกระทำนี้เป็นผลลัพธ์ของ การแลกเปลี่ยนทางการตลาด

การตลาดแบบธุรกิจ กับ การตลาดขององค์กรไม่แสวงหากำไร มีความแตกต่างกันอย่างไรสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของ การตลาดขององค์กรไม่แสวงหากำไร การบริหารจัดการ และองค์กรของท่านมีแผนการตลาดเชิงยุทธ์ศาสตร์ แล้วหรือยัง

ธุรกิจและองค์กรที่ช่วยเหลือชุมชนมีมากขึ้นทุกวัน

March 24th, 2014

pich5

ตลอดระยะเวลาที่เราดำเนินธุรกิจในประเทศไทย มีส่วนร่วมสร้างกิจกรรมในชุมชนที่เราเข้าไปดำเนินงานอยู่อย่างต่อเนื่องทั้งในพื้นที่สัตหีบ สงขลา และนครศรีธรรมราช รวมไปถึงพื้นที่อื่น ๆ ในประเทศไทยอีกด้วย โดยเราได้รับความร่วมมืออย่างดีจากหน่วยงานราชการและองค์กรท้องถิ่นต่าง ๆ จนทำให้สามารถสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ชุมชนเหล่านั้นด้วยดีเสมอมาในประเทศไทย เราสนับสนุนและช่วยเหลือชุมชนท้องถิ่นหลากหลายรูปแบบ อาทิ การเป็นผู้สนับสนุนกิจกรรมด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนด้านการพัฒนาการศึกษาของไทย การให้ทุนการศึกษาแก่เยาวชนไทย การช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัย กิจกรรมส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย และกิจกรรมการกุศลเพื่อการพัฒนาสังคมด้านต่าง ๆ นอกจากนี้ยังเน้นการพัฒนาสังคมไปในด้านต่างๆ โดยใช้กลยุทธ์ 4 “E” คือ การศึกษา หรือEducation สิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์พลังงาน หรือ Environment & Energy Conservation การพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต หรือ Economic Development และ การส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ Employee Volunteerism and Engagement  การมุ่งมั่นที่จะเป็นพันธมิตรที่ดี โดยเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่ายที่ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดและไว้วางใจกัน ทั้งกับชุมชน รัฐบาล บริษัทร่วมทุน และลูกค้า เพื่อร่วมส่งเสริมเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนและประเทศไทยที่บริษัทฯ ดำเนินงาน

ได้ร่วมมือกับสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชนในการริเริ่ม โครงการ “พลังใจ พลังคน เพื่อชุมชนเข้มแข็ง” โดยได้ทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับ 50 หมู่บ้านในจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่งเสริมวินัยทางการเงินทั้งระดับบุคคล ครอบครัวและชุมชน ด้วยการจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านหรือธนาคารพัฒนาหมู่บ้าน เสริมสร้างความสามารถในการประกอบอาชีพให้กับทุกครัวเรือนทั้งอาชีพหลักและอาชีพรอง สนับสนุนการศึกษาแก่เยาวชนในชุมชน และส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน อย่างยั่งยืน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของโลกถือเป็นภารกิจสำคัญ รวมถึงการมุ่งมั่นพัฒนาและรักษาแหล่งทรัพยากรพลังงานของไทยและทั่วโลกให้มีความปลอดภัยและมีเสถียรภาพสูงสุด

ได้ดำเนินโครงการธนาคารป่าไม้รอบเขตวนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โครงการ “ป่ารักษ์ทะเลสาบ” เพื่อฟื้นฟูป่าชายเลนรอบทะเลสาบสงขลา สนับสนุนโครงการพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติกองทัพบกโครงการ “การจัดการขยะอย่างมีส่วนร่วมเพื่ออนุรักษ์ปะการังรอบเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี” กับองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ และโครงการ “รักษ์ป่าชายเลน ตามแนวพระราชดำริ” ในจังหวัดสงขลา อีกทั้งยังได้จัดทำหนังสือการ์ตูนเพื่อรณรงค์ให้เยาวชนมีจิตสำนึกในการประหยัดพลังงานและใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า โดยแจกให้กับโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ

แนวคิดรูปแบบการตลาดที่น่าสนใจกับการกระตุ้นอารมณ์ให้เกิดการซื้อ

January 13th, 2014

แนวคิดรูปแบบการตลาดที่น่าสนใจกับการกระตุ้นอารมณ์ให้เกิดการซื้อ

 

นับว่าเป็นการตลาดที่มีอยู่ในฝั่งประเทศเมืองนอกอยู่หลายปีแล้วนั่นเอง ที่เพิ่งสังเกตและจับใจความมาได้ แต่สำหรับประเทศไทยนั้น ตอนนี้กำลังถูกใช้กับสินค้า หรือว่าบริการสำหรับการขายฝันอยู่นั่นเองครับ สำหรับเพื่อน ๆ คนไหนที่ต้องการเรียนรู้การตลาดแนวนี้นะครับ แนะนำว่าเบื้องต้นให้ไปหาอ่านการตลาดขั้นเทพมาอ่านก่อนได้เลยครับ ซึ่งหนังสือนี้ถูกแปลเป็นภาษาไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งมีการเรียบเรียงและการอ่านที่เข้าใจง่าย ผมเชื่อว่าคงเหมาะกับทุกวัยนั่นเอง

สำหรับการตลาดแบบนี้ ทำไมถึงมาเน้นในเรื่องของการขายฝันให้กับลูกค้า เพราะการที่จะใช้กลยุทธการตลาดนี้นั้น เราต้องชัดเจนในเรื่องสินค้าและบริการต่าง ๆ เราอย่างแน่นอนให้ดีเสียก่อน เช่นสินค้าเราเพื่อใคร และสามารถแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง และถ้าจะให้ดีหากสินค้าของเรา หรือนวัตกรรมของเรานั้น สามารถตอบโจทย์หรือว่าแก้ปัญหาต่าง ๆ ของคนในสังคมได้ การที่เราจะได้รับการตอบรับในเรื่องของเงินทอง หรือสิ่งต่าง ๆ ก็จะไม่เป็นสิ่งที่ยากเกินไปอย่างแน่นอนนั่นเองครับ

สำหรับเพื่อน ๆ คนไหนที่สนใจการตลาดรูปแบบนี้ ไว้โอกาสหน้าผมจะมาเขียนเรื่องราวของการตลาดรูปแบบนี้มาให้เพื่อน ๆ อ่านและนำไปปรับใช้กับธุรกิจของตนเองนั่นเองครับ ยังไงก็ฝากเพื่อน ๆ ด้วยกับเว็บไซต์นี้เลยครับ