Search:

ความสำคัญขององค์กรไม่แสวงหากำไรต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ

August 15th, 2014

ปัจจุบัน ธุรกรรมทางเศรษฐกิจขององค์กรไม่แสวงหากำไรทั้งหมดได้ถูกนับรวมไว้แล้วในระบบบัญชีประชาชาติ เช่น การผลิตหรือมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นจาก เช่น การผลิตหรือมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นจากการผลิตขององค์กรไม่แสวงหากำไรทั้งหมดรวมไว้แล้วใน GDP การใช้จ่ายสำหรับกิจกรรมการดำเนินงานซึ่งถือเป็นการใช้จ่ายขั้นสุดท้ายขององค์กรไม่แสวงหากำไร นับรวมไว้ในการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคของครัวเรือน ส่วนค่าตอบแทนแรงงานก็ได้นับเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบแทนแรงงานรวมที่เป็นผลตอบแทนของปัจจัยการผลิตที่เป็นแรงงานของประเทศ เป็นต้น

นอกจากนั้น ข้อมูลทุกด้านที่ได้มีการนำเสนอผ่านทางบัญชีต่างๆ ของระบบบัญชีประชาชาติ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน การออม ทรัพย์สิน หนี้สิน หรือการไหลเวียนของเงินทุน และอื่น ๆ ถือว่าได้รวมข้อมูลในส่วนขององค์กรไม่แสวงหากำไรไว้แล้ว เพียงแต่ไม่ได้แยกไว้ให้เห็นอย่างชัดเจน

จากผลการศึกษาและจัดทำบัญชีองค์กรไม่แสวงหากำไรให้บริการครัวเรือนในปี พ.ศ. 2544 และ พ.ศ. 2549 โดยใช้ข้อมูลจากการสำรวจองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรของสำนักงานสถิติแห่งชาติ และศึกษาเพิ่มเติมบางส่วน พบว่ามี จำนวนองค์กรไม่แสวงหากำไรทั้งสิ้น 55,805 แห่งในปี พ.ศ. 2544 และเพิ่มเป็น 65,457 แห่งในปี พ.ศ. 2549 โดยส่วนใหญ่หรือร้อยละ 63.2 เป็นองค์กรด้านศาสนา ซึ่งได้รวมวัดไว้ด้วยในกรณีประเทศไทย รองลงมาหรือร้อยละ 25.6 เป็นองค์กรด้านบริการสงเคราะห์ที่ทำหน้าที่หลักในการช่วยเหลือประชาชนและสังคมในด้านต่าง ๆ จึงทำให้เมื่อพิจารณาด้านการจ้างงาน พบว่า บริการสังคมสงเคราะห์มีสัดส่วนของจำนวนพนักงานมากที่สุดเมื่อเทียบกับองค์กรประเภทอื่น ๆ

จากการดำเนินงานขององค์กรไม่แสวงหากำไร ให้บริการครัวเรือนที่วัดค่าในรูปตัวเงิน เช่น มูลค่าการผลิตและมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ พบว่า ในปี 2544 การผลิตขององค์กรเหล่านี้มีมูลค่ารวมกันเท่ากับ 47,161 ล้านบาท และลดลงเล็กน้อยเหลือ 43,758 ล้านบาทในปี 2459 ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มเท่ากับ 31,726 ล้านบาท และ 26,526 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.6 และ 0.4 ต่อ GDP ในปี 2544 และ 2549 ตามลำดับ โดยองค์ประกอบหลักของมูลค่าเพิ่มคือ ค่าตอบแทนแนงงานที่คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 51.4 ของมูลค่าเพิ่มรวมในปี 2549 ส่วนที่เหลือคือ ค่าเสื่อมราคา ค่าเช่าที่ดินและภาษีอื่น ๆ

นับได้ว่าองค์กรไม่แสวงหากำไรประเภทที่จัดอยู่ในสถาบันไม่แสวงหากำไรให้บริการครัวเรือนที่แม้ว่าจะผลิตสินค้าและบริการที่ไม่ใช่ระบบตลาด เป็นการให้เปล่า หรือ ฟรี หรือ จำหน่ายในราคาทุน โดยมีรายรับส่วนใหญ่จากการบริจาค และเงินอุดหนุนนั้น สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจได้ตามสมควร นอกจานั้น ค่าตอบแทนแรงงานซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของมูลค่าเพิ่มขององค์กรไม่แสวงหากำไรดังกล่าวไว้ข้างต้น มีสัดส่วนต่อค่าตอบแทนแรงงานรวมของประเทศสูงถึงร้อยละ 1.3 ในปี 2544 แต่ได้ลดลงในปี 2549 เหลือร้อยละ 0.6อย่างไรก็ตามยังสะท้อนให้เห็นว่า องค์กรไม่แสวงหากำไรเป็นหน่วยเศรษฐกิจหนึ่งที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ และยังมีสัดส่วนสูงกว่าการผลิตบางสาขาเช่น สาขาประมงและสาขาเหมืองแร่ เป็นต้น

แผนพัฒนาชุมชนเพื่อการแก้ไขปัญหาของชุมชนด้วยตนเอง

July 28th, 2014

ชุมชน คือกลุ่มชนที่อาศัยอยู่รวมกันโดยมีความรู้สึกผูกพันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จะโดยอาศัยหลักผูกพันในทางเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ศาสนาเดียวกันซึ่งทำให้บุคคลมีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนั้น หรืออาศัยหลักความผูกพันหรือผลประโยชน์ทางเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรมร่วมกันโดยอาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่ทางภูมิศาสตร์เดียวกัน ตลอดจนการมีผลประโยชน์ในทางการบริการสังคมร่วมกัน ซึ่งกระบวนการจัดทำแผนพัฒนาหมู่บ้าน/ชุมชน เป็นกระบวนการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชนในหมู่บ้านและชุมชน โดยเริ่มจากการกระตุ้นจิตสำนึก และความรับผิดชอบของประชาชน/ชุมชน ให้มีจิตสาธารณะ และร่วมกันคิด ร่วมกันจัดหาร่วมกัน

การส่งเสริมให้องค์กรได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม

คือการมุ่งมั่นที่จะเป็นพันธมิตรที่ดี โดยเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่ายที่ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดและไว้วางใจกัน ทั้งกับชุมชน รัฐบาล บริษัทร่วมทุน และลูกค้า เพื่อร่วมส่งเสริมเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนและประเทศไทย โดยเป้าหมายของการพัฒนาชุมชน คือคนซึ่งเป็นกลุ่มอันหลากหลาย กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ เป็นหมู่บ้าน เป็นชุมชนเมือง เป็นกลุ่มอาชีพ เป็นกลุ่มกิจกรรม ฯลฯ กลุ่มต่างๆเหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญของประเทศ เราเห็นพ้องกันว่าการพัฒนาคนเป็นแนวทางการพัฒนาประเทศที่ถูกต้อง การพัฒนาคนจึงเป็นเป้าหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ องค์กรทั้งหลายก็ต้องพัฒนาตนเองเช่นเดียวกัน เพราะองค์กรก็มีความเป็นชุมชนด้วย เพราะฉะนั้นเป้าหมายของประเทศหรือสังคมจึงต้องพัฒนาคนหรือชุมชน

การส่งเสริมให้หมู่บ้านใช้แผนชุมชนเป็นเครื่องมือเสริมสร้างขีดความสามารถของชุมชนในการแก้ไขปัญหาของชุมชนด้วยตนเองบนพื้นฐานของข้อมูล การคิดการตัดสินใจ และลงมือกระทำของคนในชุมชน โดยมีเป้าหมายให้ทุกหมู่บ้านมีแผนชุมชน และใช้แผนชุมชนเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาความยากจน และวางรากฐานวิถีชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของประชาชนในหมู่บ้าน เพื่อให้การพัฒนาของชุมชนเป็นไปตามวิสัยทัศน์ และบรรลุตามจุดมุ่งหมายของการพัฒนาชุมชนจะต้องกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาที่เหมาะสมกับศักยภาพ ขีดความสามารถ และความพร้อมของชุมชน โดยกลยุทธ์การพัฒนาจะเป็นตัวเชื่อมระหว่างวิสัยทัศน์และจุดมุ่งหมายการพัฒนากับการกำหนดกิจกรรมการพัฒนาในแง่ของการกำหนดขอบเขตและลักษณะของการใช้ทรัพยากรต่างๆของการพัฒนา

แนวคิดเกี่ยวกับการจัดทำแผนพัฒนาชุมชน

๑. แนวคิดจากปรัชญาพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็นสากลที่บอกว่าชาวบ้านมีศักยภาพ สามารถพัฒนาตนเองได้ถ้าให้โอกาส และการพัฒนาต้องเริ่มต้นที่ชาวบ้าน
๒. แนวคิดจากหลักการพัฒนาชุมชน คือ การมีส่วนร่วม การพึ่งตนเอง การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และการรับผิดชอบต่อชุมชนของตนเอง
๓. แนวคิดในการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง คือการให้ชุมชนได้มีกระบวนการในการจัดการชุมชนมีการเรียนรู้ร่วมกันในกระบวนการชุมชน
๔. แนวคิดในการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง คือการสร้างพลังชุมชน ใช้พลังชุมชนในการพัฒนาชุมชน
๕. แนวคิดที่ว่าไม่มีใครรู้ปัญหาชุมชนเท่าคนในชุมชน ดังนั้นการแก้ปัญหาชุมชนจึงเริ่มจากชุมชน

สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชนเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต

June 25th, 2014

บุคคลกลุ่มหนึ่งที่มารวมตัวกันโดยมีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างร่วมกัน และดำเนินกิจกรรมบางอย่างร่วมกันอย่างมีขั้นตอนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์นั้น โดยมีทั้งองค์กรที่แสวงหาผลกำไร คือองค์กรที่ดำเนินกิจกรรมเพื่อการแข่งขันทางเศรษฐกิจ เช่น บริษัท ห้างหุ้นส่วน ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าต่างๆ และ องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร คือองค์กรที่ดำเนินกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์เป็นหลัก เช่น สมาคม สถาบัน มูลนิธิ เป็นต้น ซึ่งโครงการพัฒนาแบบองค์รวมในระดับหมู่บ้านเพื่อขจัดปัญหาความยากจน ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหาต่างๆ ไม่ใช่การแก้ที่ปลายเหตุด้วยวิธีการช่วยเหลือแบบสังคมสงเคราะห์ซึ่งเป็นวิธีเก่าๆที่ไม่ได้ผล

สังคมไทยมีพื้นฐานวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกัน

แบบช่วยเหลือเกื้อกูลกันมายาวนาน มีที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเอื้ออาทร เคารพซึ่งกันและกันระหว่างคนกับคน และคนกับธรรมชาติ เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไปบทบาทของชุมชนในการดูแลกันและกันก็ลดลง แต่หลังจากสังคมไทยประสบภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำชุมชน ส่วนหนึ่งได้ร่วมกันปรึกษาหารือเพื่อร่วมกันฟื้นฟูระบบคุณค่าเดิม ทุนทางสังคมที่มีอยู่มาช่วยเหลือเกื้อกูลกันในลักษณะของการจัดสวัสดิการจากฐานทุนด้านต่างๆที่มีอยู่ของชุมชน เช่น สวัสดิการจากฐานกลุ่มออมทรัพย์ องค์กรการเงิน วิสาหกิจชุมชน ความเชื่อทางศาสนา การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ฯลฯ

สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน

เชื่อว่าสิ่งที่จะสามารถขจัดความยากจนได้ คือ การเปลี่ยนจากความช่วยเหลือแบบสังคมสงเคราะห์ไปสู่การส่งเสริมให้ชาวบ้านมีทักษะในการทำธุรกิจ โดยใช้แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวบ้าน โดยใช้หลักการมีส่วนร่วมและความเป็นเจ้าของโครงการของชาวบ้าน ซึ่งจะมีส่วนร่วมในการพัฒนาทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่ระดมความร่วมมือจากชาวบ้านในการวางแผน การดำเนินโครงการ ไปจนถึงการติดตามและประเมินผล สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชนบทตามนโยบาย ทรัพยากร ซึ่งสามารถให้การสนับสนุนทั้งในรูปของเงินทุน ความเชี่ยวชาญ และทักษะต่างๆเพื่อช่วยให้ชาวบ้านริเริ่มธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจชุมชนได้ ซึ่งถือเป็นกิจกรรมหลักในการพัฒนาชนบท

การที่ชาวบ้านมีอาชีพมีรายได้ มีการปรับปรุงคุณภาพชีวิต ชาวบ้านสามารถริเริ่มและดำเนินงานกิจกรรมพัฒนาต่างๆ โดยระบุปัญหา และกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาได้ด้วนตนเอง ไม่ต้องพึ่งพาการช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างเดียว ธนาคารพัฒนาหมู่บ้าน มีผลประกอบการเติบโตขึ้น และคณะกรรมการพัฒนาหมู่บ้านมีความเข้มแข็งสามารถดำเนินงานพัฒนาชุมชนของตนเองได้อย่างยั่งยืน ชาวบ้านมีศักยภาพในการหาความรู้ ข้อมูลข่าวสาร เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัว และมีการรวมตัวกันเพื่อพัฒนาหมู่บ้านของตนอย่างเป็นระบบ เยาวชนมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีอัตราการย้ายถิ่นฐานเพื่อหางานทำในเมืองใหญ่ลดลง ชาวบ้านปรับเปลี่ยนทัศนคติจากการเป็นเพียงผู้รับและพึ่งพาการช่วยเหลือจากภาครัฐและการบริจาค เป็นผู้กำหนดแนวทางการพัฒนาหมู่บ้านด้วยตนเอง

ธุรกิจขององค์กรช่วยเหลือชุมชน ไม่แสวงหากำไร

May 24th, 2014

เป็นชื่อเรียกองค์กร หรือมูลนิธิที่ช่วยสนับสนุน โดยมีความร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านศาสนา ด้านศิลปะ ด้านการศึกษางานวิจัยต่างๆ หรือทางด้านการกุศล โดยการทำงานทั้งหมดขององค์กรจะไม่มีจุดมุ่งหมายทางด้านพาณิชย์ หรือพูดง่ายๆก็คือไม่นำผลประโยชน์เข้าสู่องค์กร โดยการทำงานทั้งหมดไม่มีจุดประสงค์ในเชิงพาณิชย์ ไม่หาผลประโยชน์เข้าสู้องค์การ แต่มีรายได้มาจากค่าลงทุน ค่าอบรม ค่าบำรุงสมาชิก ค่ากิจกรรมต่างๆ หรือได้มาจากการบริจาค หรือการให้โดยเสน่หา

ในปัจจุบันองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรนั้นได้รับการยอมรับจากภาครัฐและประชาชน เพราะองค์กรเหล่านี้ช่วยส่งเสริมทางด้านต่างๆให้กับประเทศชาติ อาทิเช่น ทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ด้านเยาวชน การศึกษา สิทธิสตรี โดยเฉพาะที่อยู่อาศัย ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุภัยพิบัติต่างๆ โดยองค์กรเหล่านี้จะมีหน้าที่เป็นตัวกลางการช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นการรับบริจาค และกระจายเงินบริจาคไปตามพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมากในชุมชน มีส่วนทำให้ชุมชนเกิดความเจริญรุ่งเรือง และยังน่าเชื่อถือได้รับการยอมรับต่อผู้บริจาคในทุกวันนี้มีองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรเกิดขึ้นมากมาย ในทีนี้จะขอยกตัวอย่าง องค์กรพัฒนาเอกชน กองทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมไทย ที่มีการจัดโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือชุมชนให้เข้มแข็ง คืนความสมดุลให้กับธรรมชาติ เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน เราจะเห็นได้จาก โครงการต่างๆของมูลนิธิ เช่น โครงการแก้ไขภาวะโลกร้อน ที่มูลนิธิดำเนินการโดยได้รับความร่วมมือจากประชาชนและภาคธุรกิจ และหาสาเหตุเพื่อป้องกันชีวิตของมนุษย์ต่อภัยจากสภาวะโลกร้อนในอนาคต

อย่างไรก็ตามการดำเนินการของธุรกิจไม่แสวงหากำไร ที่ได้รับการร่วมมือจากภาคธุรกิจต่างๆ ย่อมส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับภาคธุรกิจที่ให้ความร่วมมือด้วย เหมือนเป็นการโฆษณาไปในตัว ทำให้ภาคเอกชนอาศัยจุดนี้ในการสร้างกำไรให้กับธุรกิจของตนเอง จึงทำให้ในสายตาคนบางกลุ่มมองว่า เป็นการแสวงหากำไรทางอ้อม ทำให้เกิดการสนับสนุนน้อยลง ดังคำกล่าวที่ว่า ของฟรีไม่มีในโลก เพราะทุกอย่างมีต้นทุนทั้งสิ้น ดังนั้นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร จึงเป็นไปไม่ได้

การตลาดสำหรับองค์กรไม่แสวงหากำไร

April 30th, 2014

 

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สภาวะการแข่งขันระหว่างองค์กรไม่แสวงหากำไร (non-profit organizations)ได้ลดน้อยลงไปด้วยเหตุผลที่ว่าแหล่งทุนทางด้านการเงิน ได้ท้าทายให้องค์กรไม่แสวงหากำไรเหล่านั้น รวบรวมทักษะใหม่ ๆ ที่เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนางานด้านการระดมทุนขององค์กร แม้ว่าผลลัพธ์ของการระดมทุนจะเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกับขีดความสามารถในการสื่อสารกับผู้บริจาค และการโน้มน้าวใจให้สาธารณชนบริจาคเงินให้กับองค์กรแล้วโดยพื้นฐานองค์กรต้องผูกความแข็งแกร่งในการบริหารงานไว้ก่อนที่จะปฎิบัติงานด้านการระดมทุน ณ จุดนี้จะเป็นการเชื่อมโยงกับระดับความพึงพอใจในบริการขององค์กร ซึ่งเป็นการอธิบายถึงองค์ประกอบหลักในการดำเนินงานขององค์กร คือ การทำหน้าที่ตามพันธกิจ (mission) ขององค์กร ทั้งนี้ ผู้ที่รับผิดชอบในหน้าที่ระดมทุนจะต้องเตรียมพร้อมตัวเองอย่างดีที่สุดสำหรับการแข่งขันในตลาด และการสนับสนุนของผู้บริจาคหรือผู้ให้ทุนทุกรูปแบบ โดยปฎิบัติดังนี้

- ให้ความใส่ใจและระมัดระวังเกี่ยวกับการกำหนดส่วนประกอบของการระดมทุนว่ามีอะไรบ้าง
- ต้องประเมินความต้องการ (needs) ของส่วนประกอบนั้น
- ออกแบบโครงการหรือกิจกรรม (design) เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการนั้น
- วัดผลความพึงพอใจ (measure) ของส่วนประกอบ กับโครงการหรือกิจกรรมนั้น
- ใช้ผลลัพธ์ที่ได้ (result) ไปปรับปรุงการให้บริการขององค์กรอย่างสม่ำเสมอ
- ติดต่อสื่อสาร (communicate) กับผู้ที่คาดหวังจะบริจาคหรือสาธารณชน เกี่ยวกับข้อมูลที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ในรูปแบบที่เรียบง่าย (simple) ต่อการเข้าใจและมีความชัดเจน (clear)

กระบวนการนี้สามารถจำได้ง่าย ๆ โดยในภาคธุรกิจเรียกว่า การตลาด แต่ ฟิลลิป คอตเลอร์ ได้นำมาปรับเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะสมโดยเรียกว่าเป็น หลักการตลาดเพื่อชุมชนขององค์กรไม่แสวงหากำไร เมื่อเขาเขียนหนังสือเรื่อง การตลาดสำหรับองค์กรไม่แสวงหากำไร (Marketing for Non-profits) ในปี 1975 ซึ่ง คอตเลอร์ ได้ให้คำนิยาม การตลาดขององค์กรไม่แสวงหากำไร ว่าหมายถึง การ วิเคราะห์การวางแผน การปฎิบัติ และการควบคุม โครงการหรือกิจกรรมซึ่งได้มีการออกแบบมาอย่างระมัดระวังเป็นอย่างดี เพื่อโน้มน้าวชักชวนให้เกิดการมีส่วนร่วมในกิจกรรมด้วยความสมัครใจ ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนคุณค่ากับตลาดเป้าหมาย และเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ขององค์กร ทั้งนี้ คอตเลอร์ได้กล่าวถึง รายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับการดำเนินงานขององค์กรไม่แสวงหากำไรว่า ประกอบด้วย

การบริหารจัดการ (Management)

จากความหมายของคำนิยามข้างต้น การวิเคราะห์ การวางแผนงาน การปฎิบัติงานและการควบคุม นั้นเป็นหน้าที่ด้านการบริหารงานซึ่งเป็นการดำเนินงานโดยคณะกรรมการ และผู้บริหารขององค์กร (โดยปกติจะมีการวางแผนเชิงกลยุทธ์ก่อนการปฎิบัติงาน) ในการบริหารจัดการนั้น ลำดับแรกที่ต้องทำคือ ต้องทำการวัดผล (measure) ส่วนประกอบของความต้องการ (needs) ขั้นต้นของกลุ่มเป้าหมาย คือผู้ที่คาดหวังจะบริจาค หรือผู้ให้ทุนหลังจากนั้นก็นำเอาผลลัพธ์ของการวัดผลนั้นมาออกแบบ (หรือนำมาปรับแบบใหม่ หรือ นำมาทำซ้ำ) เพื่อให้รูปแบบการบริการขององค์กรนั้นตอบสนองความต้องการของผู้ที่จะบริจาค ในกรณีนี้อาจทำในลักษณะของการสำรวจตลาดเช่นเดียวกับการสำรวจตลาดในภาคธุรกิจ กล่าวคือ การใช้แบบสอบถามกับกลุ่มเป้าหมาย เป็นต้น ความสามารถในการปรับปรุงโครงการหรือกิจกรรมขององค์กรไม่แสวงหากำไรนี้ เป็นกุญแจสำคัญต่อความอยู่รอดขององค์กร และการได้รับการสนับสนุนทางด้านการเงิน ซึ่งในเรื่องนี้ คอตเลอร์ ได้ให้แนะนำว่า การดำรงอยู่ของตลาดนี้ ขึ้นอยู่กับการประเมินของคณะกรรมการและผู้บริหาร ซึ่งจะเป็นสัญญาณว่า องค์กรจะสามารถแสวงหาความพอดีได้สูงสุดระหว่างโครงการหรือกิจกรรมขององค์กร กับความต้องการ (needs) ของส่วนประกอบในการระดมทุน รวมทั้งกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ที่คาดว่าจะบริจาคและผู้ให้ทุนอย่างไร

การแลกเปลี่ยนทางการตลาด (Market Exchange)

โดยปกติตัวองค์กรและส่วนประกอบต่าง ๆ นั้นมีความเกี่ยวพันและเป็นประโยชน์ซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการบริการที่เจาะจง  ทั้งนี้องค์กรไม่แสวงหากำไรจะมีความต้องการอยู่ 2 ประการ คือ (1) การใช้ประโยชน์อย่างสูงสุดของการให้บริการ อันเป็นเหตุผลสนับสนุนให้องค์กรสามารถอยู่รอดต่อไปได้ (2) ทรัพยากรทางการเงิน ซึ่งแต่ละคนที่เข้าร่วมทำงานแบบอาสาสมัคร ก็จะมองหาการตอบสนองของคนอื่น และเมื่อการตอบสนองนั้นเกิดขึ้น มันจึงถูกเรียกว่า เป็นการแลกเปลี่ยนทางคุณค่า (exchange of values) หรือ การแลกเปลี่ยนทางการตลาด (market exchange) จะเห็นได้ว่าจากกระบวนการบริหารจัดการขององค์กรดังที่กล่าวมาแล้ว ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่จากการแลกเปลี่ยนทางการตลาด 2 อย่าง คือ (1) การปรับปรุงหรือเพิ่มพูนความพึงพอใจให้แก่ผู้บริจาคหรือผู้ให้ทุน กับโครงการหรือกิจกรรมขององค์กร (2) การสนับสนุนทางการเงิน ซึ่งในการแลกเปลี่ยนรูปแบบที่สองนั้น เราได้เรียนรู้ว่ามีแหล่งทรัพยากรทางการเงินอยู่ 2รูปแบบ คือการบริจาคเงิน(donations) จากกลุ่มผู้บริจาคที่มีความสนใจกิจกรรมขององค์กรจริง ๆ และการมีส่วนร่วม (distribution) จากกลุ่มที่เห็นชอบกับกิจกรรมขององค์กร ยินดีที่จะช่วยเหลือและอำนวยความสะดวก เพื่อการแลกเปลี่ยนกับการให้เงินสนับสนุน

การแลกเปลี่ยนรูปแบบที่หนึ่งสามารถเข้าใจได้ง่าย ๆ ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยที่มารักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมีความพอใจในโปรแกรมการบริการของโรงพยาบาล เขาจึงตอบสนองการระดมทุนประจำปีของโรงพยาบาลด้วยการบริจาคเงิน เพื่อให้ผู้ป่วยอื่นได้มีโอกาสใช้บริการที่ดีของโรงพยาบาล จากตัวอย่างนี้จะเห็นว่า ผู้ป่วยคนนี้ได้ใช้โปรแกรมของโรงพยาบาล และเขาจ่ายค่ารักษาพยาบาล พร้อมทั้งบริจาคเงินให้แก่โรงพยาบาลด้วย การกระทำของผู้ป่วยดังกล่าว ทำให้เกิด การแลกเปลี่ยนทางการตลาด ขึ้นที่โรงพยาบาลนี้

ส่วนการแลกเปลี่ยนรูปแบบที่สองนั้น เป็นการช่วยเหลือในลักษณะที่ซับซ้อนกว่า และต้องอาศัยแรงจูงใจเป็นอย่างมาก และตรงนี้แหละที่พบว่าหลายองค์กรได้ทำผิดพลาดอย่างร้ายแรง ในการที่จะทำให้องค์กรเป็นที่รู้จักต่อสาธารณชนซึ่งเป็นผู้ที่สามารถจะบริจาคได้พวกเขาไม่รู้จักแม้กระทั่งผู้ที่จะเป็นผู้ให้ซึ่งผู้บริจาคตัวจริงก็คือ ผู้ป่วยที่จ่ายค่ารักษาพยาบาล ให้แก่โรงพยาบาลซึ่งให้บริการในขณะที่โรงพยาบาลก็ได้ระดมทุนด้วยการใช้วิธีพื้นฐานง่าย ๆ ที่จะให้บริษัทหรือบุคคล สนับสนุนด้านการเงินในลักษณะการขอบริจาคเงินเพื่อซื้อเตียงให้กับคนไข้ที่ยากจน ซึ่งการบริจาคในลักษณะนี้เป็นการบริจาคให้แก่โรงพยาบาลไม่ใช่ให้กับผู้ป่วยที่ยากจนคนใดคนหนึ่งในบางครั้งองค์กรก็ต้องให้ความเคารพแก่ผู้บริจาคหรือผู้ให้ทุน เพราะการช่วยเหลือของเขาอาจแวดล้อมไปด้วยองค์ประกอบหลายอย่าง พวกเขาอาจเจาะจงให้ความช่วยเหลือแก่ตัวแทนของกลุ่มเป้าหมายที่เขาต้องการเมื่อเขามอบเงินบริจาคให้แก่องค์กรไม่แสวงหากำไรเพื่อก่อประโยชน์ให้แก่บุคคลที่สามคือกลุ่มเป้าหมาย ในฐานะ ผู้ให้ หรือผู้บริจาค และ องค์กร ก็เปรียบเสมือนเป็นพันธมิตร (Partnership) กับผู้ให้หรือผู้บริจาค ซึ่งการกระทำนี้เป็นผลลัพธ์ของ การแลกเปลี่ยนทางการตลาด

การตลาดแบบธุรกิจ กับ การตลาดขององค์กรไม่แสวงหากำไร มีความแตกต่างกันอย่างไรสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของ การตลาดขององค์กรไม่แสวงหากำไร การบริหารจัดการ และองค์กรของท่านมีแผนการตลาดเชิงยุทธ์ศาสตร์ แล้วหรือยัง