Search:

องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรเพื่อการทําประโยชน์ให้กับสังคม

December 18th, 2014

องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร หรือมูลนิธิที่ช่วยสนับสนุน โดยมีความร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านศาสนา ด้านศิลปะ ด้านการศึกษางานวิจัยต่างๆ หรือทางด้านการกุศล โดยการทำงานทั้งหมดขององค์กรจะไม่มีจุดมุ่งหมายทางด้านพาณิชย์ ซึ่งมีจุดประสงค์ในเชิงพาณิชย์ ไม่หาผลประโยชน์เข้าสู้องค์กร แต่มีรายได้มาจากค่าลงทุน ค่าอบรม ค่าบำรุงสมาชิก ค่ากิจกรรมต่างๆ หรือได้มาจากการบริจาคปัจจุบันองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรนั้นได้รับการยอมรับจากภาครัฐและประชาชน เพราะองค์กรเหล่านี้ช่วยส่งเสริมทางด้านต่างๆให้กับประเทศชาติ เพราะ ทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นโดยองค์กรเหล่านี้จะมีหน้าที่เป็นตัวกลางการช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นการรับบริจาค และกระจายเงินบริจาคไปตามพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ หน่วยงานที่ไม่หวังผลกำไร นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมากในชุมชน มีส่วนทำให้ชุมชนเกิดความเจริญรุ่งเรือง

ทั้งนี้เพื่อใหการใช้เงินเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้สนับสนุน ทางองค์กรอาจนําระบบกองทุนเข้ามาช่วยในการบริหารและควบคุมการดําเนินงาน รวมถึงได้นําระบบบัญชีกองทุนมาใช้ในจัดทําบัญชี และรายงานทางการเงิน เพื่อให้สมาชิก บุคคลทั่วไป รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวของได้รับทราบถึงฐานะทางการเงิน รายได้รายจ่าย ขององคกรนั้นๆ โดยระบบบัญชีกองทุนจะมีความใกล้เคียงกับระบบบัญชีขององค์กรธุรกิจทั่วไป แต่อาจจะมีความแตกต่างกันบ้างในบางเรื่องที่จะต้องมีการปรับวิธีการบันทึก บัญชีให้มีความสอดคล้องกับองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกําไรในแต่ละองค์กร

จะเห็นได้ว่าองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกําไรในแต่ละองค์กรนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องระดมทุนด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อหารายได้มาสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรให้ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ เพื่อนำไปช่วยเหลือประชาชนให้มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น ดังนั้นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกําไรจึงมีความสำคัญต่อการเสรอมสร้างทางด้านต่างๆให้กับประเทศชาติเป็นอย่างมาก เนื่องจากองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกําไรมีหน้าที่เป็นตัวกลางในการช่วยเหลือ ตัวอย่างองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกําไร คือ องค์กรพัฒนาเอกชน กองทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมไทย ที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือชุมชนให้เข้มแข็ง ซึ่งนับว่าเป็นองค์กรที่ช่วยเหลือประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

การช่วยเหลือชุมชุนเพื่อให้มีรายได้อย่างมั่นคง

November 26th, 2014

การพัฒนาในประเทศที่ผ่านมาได้ให้ความสำคัญกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก หากเศรษฐกิจเติบโตสูงขึ้นระดับรายได้ของประชากรของประเทศก็จะเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งจะส่งผลให้มาตรฐานการดำรงชีวิตของประชาชนสูงขึ้นแต่การขยายตัวทางเศรษฐกิจในเชิงปริมาณ ก่อให้เกิดปัญหาหลายประการ หากไม่คำนึงถึงการบริหารจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยต้องมีการใช้อย่างเหมาะสมและมีเหตุผล เพื่อตอบสนองความจำเป็นขั้นพื้นฐานของมนุษย์พร้อมทั้งจัดการ และคุ้มครองระบบนิเวศให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างยั้งยืน

การสร้างรายได้ที่ไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องมีวุฒิการศึกษา ไม่ต้องมีประสบการณ์ ไม่ใช่ธุรกิจขายตรง ไม่เน้นการจำหน่ายสินค้า ในวิธีการปฏิบัติที่ง่ายๆใครๆก็ทำได้ ปราศจากภาระเงื่อนไขความกดดัน หรือความเสี่ยงใดๆทั้งสิ้น ซึ่งเป็นการส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตการเป็นอยู่ของชุมชน โดยเริ่มจากพื้นฐานระดับล่าง ตั้งแต่ เด็ก เยาวชน ผู้ว่างงาน ผู้มีรายได้น้อย ตลอดจนผู้เกษียณอายุ ฯลฯ เป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ทั้งการเสริมสร้างและป้องกัน ในวิถีการดำรงชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชน และสังคม เป็นแนวทางการเสริมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ชุมชนและกลุ่มคนในภูมิภาคและชนบทด้วยการสนับสนุนให้มีการกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจและบริการทางสังคมและการศึกษา รวมทั้งการพัฒนาเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ เมือง และชุมชน ตามศักยภาพและความเหมาะสม เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสการมีงานทำ และลดความเหลื่อมล้ำของรายได้

การพัฒนาตลาดในประเทศและสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนชนบท

(๑) มุ่งพัฒนาการผลิตภาคชนบทและสร้างความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจชุมชน โดยเชื่อมโยงการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรกับโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ และจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านแห่งละ 1 ล้านบาท
(๒) พัฒนาระบบการตลาดสินค้าเกษตรสมัยใหม่ สนับสนุนการจัดตั้งยุ้งฉางลานตากของกลุ่มเกษตรกรในชุมชน รวมทั้งส่งเสริมระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทางการเกษตรและความสามารถในการเข้าถึงสารสนเทศด้านการตลาด
(๓) ส่งเสริมการสหกรณ์ ธุรกิจชุมชน สถาบันเกษตรกร และองค์กรชุมชนให้เข้มแข็ง และให้มีส่วนร่วมในการกำหนดและเสนอนโยบายและมาตรการด้านการเกษตร และการวิจัยพัฒนาด้านการเกษตร
(๔) เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยการส่งเสริมการวิจัยและการเรียนรู้จากภูมิปัญญาไทยและวิทยาการสมัยใหม่
(๕) ส่งเสริมและสนับสนุนการทำการเกษตร รวมทั้งเกษตรอุตสาหกรรมให้เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และสอดคล้องความต้องการของตลาดและศักยภาพของประชาชนในพื้นที่

เครือข่ายช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้ยากไร้และไม่ได้รับความเป็นธรรม

October 29th, 2014

การให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน

ในชนบทเขตยากจนและไม่ได้รับความเป็นธรรมในปัญหากฎหมาย โดยจะมีทนายความ ผู้ทรงคุณวุฒิ อาจารย์และนักศึกษาของคณะนิติศาสตร์เป็นบุคลากรประจำคอยให้บริการ หากจำเป็นต้องดำเนินคดีในชั้นศาล ทางสำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายแก่ประชาชนจะจัดทนายความเข้าช่วยเหลือว่าความโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยได้ดำเนินการตามแนวนโยบายที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ การพิจารณาพื้นที่เป้าหมายดำเนินงาน โดยนำเอาปัญหาที่แท้จริงของคนในท้องถิ่นที่แตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาคและแต่ละพื้นที่เป็นตัวกำหนดพื้นที่ปฏิบัติการ โดยสำนักงานอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งจัดตั้งสำนัก งานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนประจำจังหวัดขึ้นทุกจังหวัดทั่วประเทศเป็นการให้บริการฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายยกเว้นค่าธรรมเนียมในชั้นศาลที่ต้องเสียตามกฎหมาย

การที่จะช่วยเหลือดำเนินคดีให้แก่ประชาชนผู้มายื่นคำร้องขอให้ช่วยเหลือทางกฎหมายจะต้องพิจารณาว่า ผู้มาขอความช่วยเหลือมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 78 หรือไม่ กล่าวคือ จะต้องพิจารณาว่า ประชาชนผู้มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายจะต้องเป็นผู้ยากไร้ และไม่ได้รับความเป็นธรรม ในทางปฏิบัติกรรมการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายจะต้องพิจารณาเรื่องว่า ผู้มาร้องขอความช่วยเหลือจะต้องมีคุณสมบัติครบทั้ง 2 ประการ คือเป็นผู้ยากไร้ และไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงจะสั่งรับให้ความช่วยเหลือในชั้นดำเนินคดี ถ้าเป็นทางแพ่งก็จะดำเนินคดีอย่างคนอนาถาให้ และเมื่อศาลไต่สวนคำร้องเห็นว่า ไม่อนาถาจริง ทนายความอาสาสมัครผู้รับผิดชอบคดีนั้นๆก็จะรายงานกรรมการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย เพื่อพิจารณาสั่งงดการให้การช่วยเหลือและแนะนำให้ผู้ร้องไปจ้างทนายความดำเนินคดีเอง

การจัดฝึกอบรมให้ชุมชนมีทักษะในการใช้กฎหมาย

ภาคปฏิบัติและมีคุณธรรมในการใช้วิชาชีพนักกฎหมาย อบรมและปลูกฝังให้ตระหนักถึงภาระหน้าที่อันจะสร้างความเป็นธรรมในสังคม การให้ความช่วยเหลือประชาชนด้านกฎหมาย โครงการอบรมเผยแพร่ความรู้ด้านกฎหมายให้แก่ประชาชน โครงการเสริมทักษะของนักศึกษาในด้านกฎหมายปฏิบัติ โครงการเสวนาทางวิชาการและการพิมพ์หนังสือกฎหมายสำหรับประชาชน ขอบเขตของวัตถุประสงค์เพื่อให้คำแนะนำปรึกษาทางกฎหมายแก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนได้รู้ถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเองเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนที่ยากจนในสังคมได้รับความยุติธรรมเสมอภาคกัน เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางด้านกฎหมายแก่ประชาชนทั่วไป

องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรมีส่วนช่วยสังคมอย่างไร และรายได้มาจากส่วนใดบ้าง?

September 30th, 2014

การทำธุรกิจเพื่อสังคมเริ่มมีมากขึ้นในปัจจุบันนี้ การเป็นผู้ประกอบการที่ทำเพื่อสังคม เป็นแนวคิดที่ได้รับความสนใจจากทั้งภาครัฐและเอกชนในหลายๆประเทศ เพราะนอกจากจะนำกำไรเข้ากระเป๋าตนเองแล้ว ผู้ประกอบการยังได้กำไร เป็นชีวิตของคนเมืองที่มีความสุขด้วย เรียกได้ว่าเป็น “Double Bottom Line” ก็ว่าได้

องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร โดยกำไรนั้นตั้งอยู่บนเป้าหมายของคุณภาพชีวิตคนในสังคมในแง่มุมต่างๆ มีการสนับสนุนในส่วนต่างๆ เช่น การศึกษา สิ่งแวดล้อม สาธารณสุข ส่งเสริมชุมชน ทำให้ผู้ประกอบเหล่านี้ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้ประกอบการทางสังคมอย่างแท้จริง แต่รายละเอียดจริงๆแล้วการจัดตั้งองค์กรเพื่อสังคมนั้นมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนมาก นั่นคือ ทำเพื่อสังคม ฝึกฝนทักษะในชุมชน จัดหางานให้แก่คนในชุมชน ยกระดับการศึกษาให้แก่ผู้ด้อยโอกาส ฝึกฝนอาชีพให้กับคนพิการ คุ้มครองสิทธิสัตว์ ช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ เป็นต้น อีกทั้งไม่มีการผูกขาดทางการค้ากับธุรกิจอื่นๆ ซึ่งทำให้ผลกำไรมีการกระจายไปอย่างทั่วถึงในชุมชนต่างๆ กล่าวได้ว่าผลกำไรต่างๆถูกคืนให้แก่สังคมนั่นเอง

อาจมีข้อสงสัยที่ว่าองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรต่างจากผู้ประกอบการเพื่อสังคมอย่างไร โดยธุรกิจและผู้ประกอบการเพื่อสังคมเป็นองค์กรที่มุ่งแสวงหาผลกำไร แต่กำไรที่ว่ามาจากปัจจัยหลายๆส่วน เช่น เม็ดเงิน คุณภาพชีวิตของคนในสังคม โครงสร้างสังคมที่ดีขึ้น เป็นต้น อีกทั้งกำไรจากส่วนต่างๆไม่ได้มาจากผู้ถือหุ้นรายเดียวหรือมากจากบริษัทใดบริษัทหนึ่ง หากแต่เป็นกำไรจากผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ ผู้บริโภค บริษัท คนงาน ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม และเมื่อธุรกิจมีกำไรก็จะสามารถทำให้สังคมพึ่งพาตนเองได้ หัวใจสำคัญในการทำเพื่อสังคมขององค์กรมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คนในสังคมสามารถช่วยเหลือตนเองได้ต่อไป โดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากรัฐบาล ทำให้ความเป็นอยู่ของคนในชุมชนมีการยกระดับไปในทางที่ดีขึ้นในระยะยาว ช่วยลดระดับความเหลื่อมล้ำในสังคม อีกทั้งยังมีการผลักดันให้ความเป็นธรรมแก่คนในชุมชนด้วย นอกจากนี้กำไรต่างๆที่เข้ามายังองค์กรยังมาจากการช่วยเหลือของทั้งภาคธุรกิจและคนในชุมชนด้วย เช่นการทำสิ่งประดิษฐ์ต่างนำออกขายในเชิงสร้างสรรค์ และนำกำไรเหล่านั้นหมุนเวียนเข้ามายังชุมชน เราจะเห็นได้ว่าองค์กรไม่แสวงหากำไรนั้นสามารถช่วยเหลือคนในชุมชนได้มากเลยทีเดียว

ความสำคัญขององค์กรไม่แสวงหากำไรต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ

August 15th, 2014

ปัจจุบัน ธุรกรรมทางเศรษฐกิจขององค์กรไม่แสวงหากำไรทั้งหมดได้ถูกนับรวมไว้แล้วในระบบบัญชีประชาชาติ เช่น การผลิตหรือมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นจาก เช่น การผลิตหรือมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นจากการผลิตขององค์กรไม่แสวงหากำไรทั้งหมดรวมไว้แล้วใน GDP การใช้จ่ายสำหรับกิจกรรมการดำเนินงานซึ่งถือเป็นการใช้จ่ายขั้นสุดท้ายขององค์กรไม่แสวงหากำไร นับรวมไว้ในการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคของครัวเรือน ส่วนค่าตอบแทนแรงงานก็ได้นับเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบแทนแรงงานรวมที่เป็นผลตอบแทนของปัจจัยการผลิตที่เป็นแรงงานของประเทศ เป็นต้น

นอกจากนั้น ข้อมูลทุกด้านที่ได้มีการนำเสนอผ่านทางบัญชีต่างๆ ของระบบบัญชีประชาชาติ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน การออม ทรัพย์สิน หนี้สิน หรือการไหลเวียนของเงินทุน และอื่น ๆ ถือว่าได้รวมข้อมูลในส่วนขององค์กรไม่แสวงหากำไรไว้แล้ว เพียงแต่ไม่ได้แยกไว้ให้เห็นอย่างชัดเจน

จากผลการศึกษาและจัดทำบัญชีองค์กรไม่แสวงหากำไรให้บริการครัวเรือนในปี พ.ศ. 2544 และ พ.ศ. 2549 โดยใช้ข้อมูลจากการสำรวจองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรของสำนักงานสถิติแห่งชาติ และศึกษาเพิ่มเติมบางส่วน พบว่ามี จำนวนองค์กรไม่แสวงหากำไรทั้งสิ้น 55,805 แห่งในปี พ.ศ. 2544 และเพิ่มเป็น 65,457 แห่งในปี พ.ศ. 2549 โดยส่วนใหญ่หรือร้อยละ 63.2 เป็นองค์กรด้านศาสนา ซึ่งได้รวมวัดไว้ด้วยในกรณีประเทศไทย รองลงมาหรือร้อยละ 25.6 เป็นองค์กรด้านบริการสงเคราะห์ที่ทำหน้าที่หลักในการช่วยเหลือประชาชนและสังคมในด้านต่าง ๆ จึงทำให้เมื่อพิจารณาด้านการจ้างงาน พบว่า บริการสังคมสงเคราะห์มีสัดส่วนของจำนวนพนักงานมากที่สุดเมื่อเทียบกับองค์กรประเภทอื่น ๆ

จากการดำเนินงานขององค์กรไม่แสวงหากำไร ให้บริการครัวเรือนที่วัดค่าในรูปตัวเงิน เช่น มูลค่าการผลิตและมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ พบว่า ในปี 2544 การผลิตขององค์กรเหล่านี้มีมูลค่ารวมกันเท่ากับ 47,161 ล้านบาท และลดลงเล็กน้อยเหลือ 43,758 ล้านบาทในปี 2459 ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มเท่ากับ 31,726 ล้านบาท และ 26,526 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.6 และ 0.4 ต่อ GDP ในปี 2544 และ 2549 ตามลำดับ โดยองค์ประกอบหลักของมูลค่าเพิ่มคือ ค่าตอบแทนแนงงานที่คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 51.4 ของมูลค่าเพิ่มรวมในปี 2549 ส่วนที่เหลือคือ ค่าเสื่อมราคา ค่าเช่าที่ดินและภาษีอื่น ๆ

นับได้ว่าองค์กรไม่แสวงหากำไรประเภทที่จัดอยู่ในสถาบันไม่แสวงหากำไรให้บริการครัวเรือนที่แม้ว่าจะผลิตสินค้าและบริการที่ไม่ใช่ระบบตลาด เป็นการให้เปล่า หรือ ฟรี หรือ จำหน่ายในราคาทุน โดยมีรายรับส่วนใหญ่จากการบริจาค และเงินอุดหนุนนั้น สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจได้ตามสมควร นอกจานั้น ค่าตอบแทนแรงงานซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของมูลค่าเพิ่มขององค์กรไม่แสวงหากำไรดังกล่าวไว้ข้างต้น มีสัดส่วนต่อค่าตอบแทนแรงงานรวมของประเทศสูงถึงร้อยละ 1.3 ในปี 2544 แต่ได้ลดลงในปี 2549 เหลือร้อยละ 0.6อย่างไรก็ตามยังสะท้อนให้เห็นว่า องค์กรไม่แสวงหากำไรเป็นหน่วยเศรษฐกิจหนึ่งที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ และยังมีสัดส่วนสูงกว่าการผลิตบางสาขาเช่น สาขาประมงและสาขาเหมืองแร่ เป็นต้น