Search:

การบริหารจัดการภัยพิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและระบบทวิภาคี

November 2nd, 2016

การเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นผลกระทบที่เกิดจากการพัฒนาเชิงทุนนิยม ที่ตามมาด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างไร้ขีดจำกัด ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก็ได้ส่งผลให้ ประเทศต่าง ๆ เกิดการพัฒนาไปในทิศทางที่ เป็นบวก แต่ในขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงก็ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศต่างๆ เช่นกัน และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นลบ ผลกระทบที่เกิดจากการพัฒนาประเทศที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิดปัญหาในรูปแบบใหม่ๆตามมา โดยเฉพาะปัญหา ที่เห็นเด่นชัดนั้นก็คือ ปัญหาด้านภัยพิบัติ ซึ่งกำลังเป็นปัญหาที่ได้รับความสนใจของหลายประเทศ เนื่องจาก ในรอบทศวรรษที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ภัยพิบัติขนาดใหญ่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก สร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สิน ระบบเศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม ถ้าหากเราคิดเป็นมูลค่าเป็นตัวเงินก็มีมูลค่าเป็นจำนวนมหาศาล ยังไม่นับรวมถึงความเสียหาย ที่ไม่สามารถประเมินค่าเป็นตัวเงินได้ เช่น สภาพปัญหาทางจิตใจ เป็นต้น

%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1

หากจะกล่าวถึงภัยพิบัติทางธรรมชาตินั้น ความหมายของภัยพิบัติทางธรรมชาติ คือ มหันตภัยที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันเป็นการนำมาซึ่งการทำลายล้างทั้งชีวิตและทรัพย์สิน และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากสภาพดั้งเดิม โดยยากที่จะคาดการณ์ได้

เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้น หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ก็ได้มีส่วนร่วมในการดำเนินการเร่งฟื้นฟูให้แก่ผู้ที่ประสบภัยพิบัติ อาทิเช่น เหตุการณ์ภัยพิบัติอุทกภัย หน่วยงานของภาครัฐก็มีส่วนที่จะช่วยเยียยาและมีมาตรการต่างๆออกมาช่วยบรรเทาสาธารณะภัยที่เกิดขึ้น

  1. มาตรการช่วยเหลือระยะเร่งด่วน 3 ข้อ คือ การช่วยเหลือค่าเสียหายด้านที่พักอาศัยและทรัพย์สินที่เสียหาย
  2. มาตรการฟื้นฟูเกษตรกรและประชาชนหลังน้ำลดที่กำหนดให้เงินชดเชยกับเกษตรกรที่ได้รับความเสียหาย
  3. มาตรการด้านการเงินและการคลังจะมีมาตรการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป และจำหน่ายหนี้สูญทันทีหากลูกหนี้เสียชีวิต ขยายเวลาชำระหนี้และงดคิดดอกเบี้ย การให้สินเชื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเสริมสร้างคุณภาพชีวิต การขยายเวลาชำระหนี้สำหรับลูกหนี้เดิม รวมทั้งการให้เงินช่วยเหลือแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อฟื้นฟูจากปัญหาอุทกภัย
  4. มาตรการฟื้นฟูโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ได้รับความเสียหาย
  5. มาตรการป้องกันและบรรเทาปัญหาภัยพิบัติในระยะยาวที่ต้องเร่งปรับปรุงประสิทธิภาพระบบเตือนภัยพิบัติ เร่งรัดระบบประกันภัยพืชผลทางเกษตรจากภัยธรรมชาติ

%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%89

ในทางด้านทวิภาคี องค์การสหประชาชาติได้สนับสนุนให้เกิด ISDR หรือ International Strategy for Disaster Reduction ที่มีวัตถุประสงค์หลักที่การสร้างความร่วมมือในระดับนานาชาติเพื่อการป้องกันและการลดภัยพิบัติทางธรรมชาติร่วมกัน

เราจะเห็นได้ว่าเรื่องภัยพิบัติเป็นเรื่องที่ไม่ไกลตัว และไม่ใช่แค่ในประเทศไทยที่ตื่นตัวในการร่วมกันป้องกันภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นได้เสมอ ยังรวมไปถึงทั่วโลกที่ร่วมมือกันป้องกันภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นกับโลกของเรา

%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a7

แนวทางสำหรับภาคธุรกิจในการช่วยเหลือสังคม

November 1st, 2015

ปัญหาอุกภัยจากธรรมชาติมีให้พบเห็นได้อยู่บ่อยครั้ง ในหลายๆพื้นที่ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยเอง ทำให้คนไทยต้องพึ่งพาอาศัยกัน เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤต จึงทำให้ภาคธุรกิจต่างเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคมในวิธีต่างๆ ซึ่งมีด้วยกันหลากหลายวิธี โดยแนวทางในการช่วยเหลือสังคม มีดังนี้

1.รับบริจาค ในภาคธุรกิจที่มีความน่าเชื่อถือมากพอสมควรสามารถดำเนินการได้ง่ายกว่าการที่ให้คนที่ไม่เป็นที่รูจักไปป่าวประกาศขอรับบริจาคแน่นอน และเมื่อได้รับเงินและสิ่งของมาแล้วผู้ประกอบการอาจจะนำไปส่งให้หน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือประชาชนเป็นการเฉพาะ

2.บริจาคเป็นตัวเงิน การบริจาคเป็นตัวเงินจึงเป็นทางออกที่จะทำประโยชน์ได้ตรงจุดมากที่สุด ข้อดีอย่างหนึ่งของการบริจาคเป็นตัวเงินก็คือเนื่องจากเราไม่ใช่คนในพื้นที่ เราจึงไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วผู้ประสบภัยนั้นต้องการความช่วยเหลือเป็นอะไรกันแน่ แต่ทั้งนี้ผู้ประกอบการควรจะตรวจสอบหน่วยงานที่จะนำเงินไปบริจาคให้ดีและควรเลือกหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เพราะเรื่องของเงินทองเป็นสิ่งที่ไม่เข้าใครออกใครแม้แต่ในยามที่คนอื่นประสบกับปัญหาทุกข์ยากก็มักจะมีนักฉวยโอกาสมาหยิบฉวยไปอยู่เสมอ

3.บริจาคสิ่งของ การบริจาคสิ่งของซึ่งอาจจะเป็นสินค้าของกิจการ หรือข้าวของเครื่องใช้ที่ไม่ได้ใช้แล้วไปสู่มือผู้ประสบภัยก็เป็นวิธีการแสดงออกซึ่งความมีน้ำใจที่ไม่เลวเหมือนกัน อีกทั้งยังเป็นการแสดงออกซึ่งความจริงใจจากผู้ให้ไปสู่มือผู้รับด้วย แต่ทั้งนี้ข้าวของเครื่องใช้ที่คุณจะบริจาคไปให้ขอให้คัดเกรดและดูสภาพการใช้งานเสียหน่อย

4.ลงพื้นที่ไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วยตนเอง มีหลายๆองค์กรเริ่มนำมาปฏิบัติกัน เพราะบางครั้งกำลังคนมีคุณค่ามากกว่าสิ่งของและเงินทองหลายเท่าตัวนัก ซึ่งรับรองว่างานที่จะให้ทำในพื้นที่ประสบภัยมีมากมายก่ายกองไม่ว่าจะเป็นในส่วนของการทำความสะอาด การบูรณะซ่อมแซมอาคารบ้านเรือน เป็นต้น ซึ่งต่างล้วนแล้วแต่เป็นงานที่ต้องการกำลังคนด้วยกันทั้งสิ้น

ในขณะที่สังคมเกิดความเดือดร้อน การที่ภาคธุรกิจยื่นมือเข้าไปช่วยจึงเป็นวิธีที่สามารถช่วยตอบแทนสังคม ถึงแม้การช่วยเหลือนี้จะไม่ได้รับผลกำไรกลับมาก็ตาม

วิธีการส่งเสริมให้พนักงานเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสา

October 10th, 2015

จากผลสำรวจพบว่าการส่งเสริมให้พนักงานภายในองค์กรเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสา ช่วยให้พนักงานมีอารมณ์ดีขึ้น และเกิดความผูกพันธ์สนิทสนมกับเพื่อนร่วมงานมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีผลทางด้านการตลาด ในด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ที่ใช้สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรได้อีกด้วย กิจกรรมที่เห็นได้บ่อยๆ เช่น ปลูกป่า การเข้าเยี่ยมบ้านพักคนชรา บริจาคสิ่งของบ้านเด็กกำพร้า สถานสงเคราะห์สัตว์จรจัด เป็นต้น ซึ่งแนวทางสำหรับจิตอาสาในองค์กร มีดังนี้

1.รู้ถึงรายละเอียดองค์กร เพื่อสร้างกิจกรรมขึ้นมาให้สอดคล้องกับแนวทางขององค์กร อีกทั้งยังเป็นการสร้างจิตสำนึกในบุคลากรในองค์กรให้คิดไปในทางเดียวกัน ให้ยึดเหนี่ยวด้วยแนวคิดเดียว เพื่อที่จะได้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง ทำให้พนักงานมีแนวคิดเดียวกัน

2.หาเหตุผลที่แท้จริงในการให้พนักงานเรานั้นเข้าร่วม สร้างภาพลักษณ์ของการทำกิจกรรมให้ออกมาดูสนุกสนานไม่น่าเบื่อ บรรดาหัวหน้าและผู้บริหารก็ควรเป็นแบบอย่างที่ดีในการลงไปเข้าร่วมโดยที่ไม่แบ่งเรื่องตำแหน่งการทำงาน

3.ลองคิดหาแนวทางใหม่ๆ หรือโจทย์ใหม่ๆ ให้กับกิจกรรมอยู่เสมอ ให้ความสำคัญกับบรรดาผู้เข้าร่วมหน้าใหม่ๆ ให้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมและเกิดความประทับใจในครั้งแรกด้วย โดยพยายามหากิจกรรมที่ทุกคนได้มีโอกาสทำงานร่วมกัน เพื่อให้คนกลุ่มนี้สนิทสนมกับคนกลุ่มเดิมที่มีอยู่แล้ว หากมีแต่กิจกรรมเดิมๆ สถานที่เดิมๆ แล้วนั้นกิจกรรมจิตอาสาในองค์กรคงน่าเบื่อไม่ใช่น้อย

4.สำรวจความพึงพอใจ ทำแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรมจิตอาสาจากทั้งฝั่งพนักงานของเราเอง รวมไปถึงผู้คนในชุมชนที่เราเข้าไปทำกิจกรรม  และมีสิ่งใดที่ควรต้องปรับปรุงบ้าง เพื่อที่จะวางแผนถึงกิจกรรมจิตอาสาในปีต่อไปว่ามีสิ่งใดที่ควรต้องมาปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้นบ้าง จนสุดท้ายนำแผนเหล่านี้มาปรับเป็นโครงสร้างของการจัดกิจกรรมเพื่อให้ง่ายต่อการจัดกิจกรรมขึ้นในครั้งต่อๆ ไป

การจะจัดกิจกรรมจิตอาสาในองค์กรได้นั้นต้องกำหนดจุดเป้าหมายให้ชัดเจนก่อน จากนั้นจึงผลักดันให้พนักงานมีแรงบันดาลใจในการเข้าร่วม และปรับเปลี่ยนกิจกรรมบ่อยๆ และสร้างประสบการณ์ที่ดีสำหรับทุกๆฝ่ายผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทั้งหมด

 

จิตอาสากับหนทางอยู่ร่วมกันในสังคม

August 16th, 2015

การร่วมมือกันรณรงค์ส่งเสริมจิตอาสา ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นการเรียกน้ำใจงามของคนไทย ให้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง โดยจะไม่จำกัดอยู่เฉพาะญาติมิตร เพื่อน หรือคนรู้จักเท่านั้น แต่ควรต้องเผื่อแผ่ดูแลสังคมไทย ดูแลสิ่งแวดล้อม ชุมชน ตลอดจนปัญหาต่างๆรอบๆตัวร่วมกัน ร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆ  สำหรับอาสาสมัคร เป็นงานที่เกิดจากผู้ที่มี จิตอาสา ซึ่งมีความหมายอย่างมากกับสังคมส่วนรวม เป็นผู้ที่เอื้อเฟื้อ เสียสละ เวลา แรงกาย แรงใจ เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น หรือ สังคมให้เกิด ประโยชน์และความสุขมากขึ้น การเป็นอาสาสมัครไม่ว่าจะเป็นงานใดๆ ก็แล้วแต่ที่ทำให้เกิดประโยชน์ในทางบวก ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ควรทำทั้งสิ้น คนที่จะเป็นอาสาสมัครได้นั้น ไม่ได้จำกัดที่ วัย การศึกษา เพศ อาชีพ ฐานะ หรือ ข้อจำกัด ใดๆ เพียงแต่ต้องมีจิตใจเป็นจิตอาสาที่อยากจะช่วยเหลือผู้อื่น หรือสังคม เท่านั้น ในด้านกิจกรรมอาสาสมัคร เป็นกระบวนการของการฝึกการให้ที่ดีเพื่อขัดเกลาละวางตัวตน และบ่มเพาะความรัก ความเมตตาผู้อื่น โดยไม่มีเงื่อนไข ทั้งนี้กระบวนการของกิจกรรม ซึ่งเป็นการยอมสละตน เพื่อรับใช้และช่วยเหลือแก้ไขวิกฤติปัญหาของสังคม อาสาสมัครจะได้เรียนรู้ละเอียดอ่อนต่อสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวมากขึ้น สัมผัสความจริง เชื่อมโยงเหตุและปัจจัยความสุขและความทุกข์ เจริญสติในการปฏิบัติงาน กิจกรรมอาสาสมัคร จึงเป็นกระบวนการที่ช่วยให้บุคคลได้ขัดเกลาตนเอง เรียนรู้ภายใน และเกิดปัญญาได้

การทำกิจกรรมกับชมรมฯ ไม่ว่าด้วยแรงจูงใจใด ๆ ในช่วงเริ่มต้น หากต่อมาขาดซึ่งความรักในสิ่งที่ทำด้วยจิตอาสาแล้ว ผลงานที่ออกมาก็เป็นเพียงสิ่งที่เราทำสนุก ๆ เพื่อฆ่าเวลาที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรเท่านั้น ไม่มีคุณค่าเพื่อสร้างจิตวิญญาณและพัฒนาจิตสำนึกเพื่อสังคมในตัวเรา สิ่งที่เราได้จากการทำกิจกรรมนั้นมีมากมายอยู่ที่คน ๆ นั้นที่จะไขว้คว้าเอง เพื่อให้ได้มาตามที่ปรารถนา

ปัจจุบันได้มีวาระแห่งชาติการให้และอาสาช่วยเหลือสังคมแล้ว เป็นการร่วมมือกันรณรงค์ส่งเสริมจิตอาสาให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เป็นการปลุกน้ำใจคนไทยให้งอกงามกลับมาอีกครั้งหนึ่ง มาช่วยกันดูแลสังคมไทยร่วมกัน ดูแลสิ่งแวดล้อม ชุมชน ตลอดจนปัญหาต่างๆรอบๆตัว อย่างน้อย มองออกมานอกกรอบของเรื่องตัวเอง ออกมาดูคนอื่น เห็นใจ เข้าใจคนอื่นกันมากขึ้น ร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งดี ทำดีให้เป็นรูปธรรมกันมากขึ้นในสังคมไทย มิใช่เพียงแต่วิจารณ์ ต่อว่าใครหรือคนกลุ่มใดที่ควรรับผิดชอบ แต่ออกมารับผิดชอบ มีส่วนร่วมด้วยกัน ถ้าคนไทยมีจิตอาสากันเต็มแผ่นดิน ความสุขสงบของสังคมคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

จิตอาสาพัฒนาตน เพื่อประโยชน์ต่อผู้อื่น

July 11th, 2015

จะเห็นอยู่ว่าเป็นธรรมดาที่คนเราจะคิดถึงตนเองก่อน และประโยชน์ตนย่อมสำคัญกว่าประโยชน์ผู้อื่น แต่ทว่า สำหรับคนบางคนแล้วเขากลับให้น้ำหนักแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน แม้คนทั่วไปจะมีความเห็นแก่ตัวอยู่บ้าง แต่คนบางคนก็ยอมสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ผู้อื่นหรือส่วนรวมที่เห็นว่า ยิ่งใหญ่กว่า เขาย่อมจะได้รับความเอิบอิ่มแช่มชื่นใจเป็นผลในเบื้องตน ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีน้ำใจหรือมีจิตอาสาด้วย อีกทั้งผลของการเสียสละอย่างนั้นๆ ทำให้เขาสามารถพัฒนาชีวิตจิตใจตนเองให้สูงขึ้น โอกาสดีต่างๆ ย่อมเข้ามาเพราะการมีจิตใจคิดเพื่อผู้อื่น คนเห็นแก่ตนเองอยู่ที่ใดก็มีแต่จะสร้างปัญหาวุ่นวายให้เกิดแก่ที่นั้น ส่วนผู้ที่เห็นแก่ส่วนรวมอยู่ในที่ใดย่อมจะสร้างความสงบและเจริญรุ่งเรืองให้เกิดขึ้นแก่ที่นั้นๆ สังคมที่มากด้วยคนที่เห็นแก่ตนเองย่อมหากความสงบได้ยากนัก การหวังได้น้ำใจจากใครโดยที่ไม่ยอมสละให้ผู้อื่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งและเป็นไปได้ยากนัก ดังจะเห็นตัวอย่างได้ง่ายๆ ว่า คนดีทั้งหลายต่างยกย่องและยินดีสนับสนุน ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่มีน้ำใจงาม ผู้ซึ่งทำสิ่งต่างๆ เพื่อผู้อื่นโดยไม่หวังผลเพื่อตนเอง แต่ให้ความสนใจน้อยกว่านั้นยิ่งนักต่อผู้วันๆ ที่มุ่งแต่ประโยชน์ส่วนตนเองเพียงอย่างเดียว ดังนั้น หากเราเข้าใจชัดในเรื่องนี้แล้ว เราย่อมยินดีสละตนเองเพื่อผู้อื่น และในบางกรณีเราก็ยินดีเสียสละแม้ชีวิตของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความทุกข์ทางใจล้วนเนื่องมาจากความยึดติดถือมั่นในเรื่องตัวตนทั้งสิ้น การละวางความทุกข์ร้อนอันเนื่องด้วยตัวตนเป็นเหตุนั้นจะต้องผ่านเส้นทางของการอุทิศตนเองเพื่อผู้อื่นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ไม่มีหนทางอื่นเลยที่เราจะสละทุกข์ใจอันเนื่องจากการยึดมั่นถือมั่นได้เลยโดยไม่ผ่านการทำสิ่งต่างๆ เพื่อผู้อื่นโดยไม่หวังผลเพื่อตนเอง

ดังนั้น ผู้ที่เสียสละตนเองเพื่อผู้อื่นย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้เพียรเพื่อสละละวางตัวตนหรือความทุกข์ที่เนื่องด้วยตนเองไปด้วยเช่นกัน คือ การทำเพื่อผู้อื่นด้วยความเสียสละนั้นที่แท้แล้วก็คือการทำเพื่อตนเอง เป็นการสร้างประโยชน์แก่ตนเอง ส่วนการทำอะไรเพื่อตนเองโดยไม่สนใจประโยชน์สุขของผู้อื่นเลยนั่นก็คือการทำลายประโยชน์ของตนเอง

การส่งเสริมและพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์กลางของชุมชน

June 11th, 2015

DSC_7040ในอดีตวัดถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางและเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชน รวมทั้งคนในชุมชนรอบๆวัดยังใช้วัดเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์และทำกิจกรรมต่างๆร่วมกัน เช่น การประชุมหมู่บ้าน การประชุมราชการ หรือให้วัดเป็นศูนย์การเรียนรู้ แต่ในปัจจุบันท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคม วัฒนธรรมตะวันตกที่ไหลบ่าเข้ามาสู่สังคมไทย ทำให้เด็ก เยาวชน และประชาชน หันไปยึดติดในวัตถุนิยมมากเกินไป เป็นผลให้คนห่างไกลจากวัดโดยไม่รู้ตัว วัดจึงได้ลดบทบาทจากในอดีต สังคมไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้หมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านต่างมีวัดประจำหมู่บ้านของตนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งถือว่าเป็นสมบัติรวมของคนทั้งหมู่บ้าน เพราะวัดควรเป็นแหล่งเรียนรู้ทางปัญญาและพัฒนาจิตใจ โดยวัดต้องสามารถอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการบำเพ็ญบุญกุศล ศึกษาหลักธรรมคำสอนและปฏิบัติธรรม

การช่วยพัฒนาวัดถือเป็นหน้าที่ของพุทธศาสนิกชนที่พึงปฏิบัติ และเป็นการบูชาคุณพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ซึ่งเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่ อีกทั้งยังส่งเสริมการพัฒนาชุมชนและสังคมไปพร้อมๆกันอีกด้วย เพราะเมื่อวัดได้รับการพัฒนา ชุมชนและสังคมรอบด้านย่อมพัฒนาตามไปด้วย เนื่องจากวัดเป็นศูนย์กลางของสังคมไทย เพราะวัดเป็นสถานที่อำนวยคุณประโยชน์มากมาย พุทธศาสนิกชนจึงควรช่วยกันพัฒนาวัด เพื่อเป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา และเป็นการเสริมสร้างความเจริญของสังคมไทยต่อไป การพัฒนาวัดให้ได้ผลนั้นจะต้องเริ่มต้นจากการปลูกจิตสำนึกแก่ประชาชนในท้องถิ่นนั้นๆให้รู้สึกว่าตนเป็นเจ้าของวัด มีความรักและหวงแหน เห็นคุณค่า ทำให้อยากที่จะช่วยกันดูแลรักษาและพัฒนาวัดในชุมชนของตน

แนวทางพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์กลางของชุมชน

1.พัฒนาวัดให้เกิดความรู้สึกแก่ชุมชนในท้องถิ่นว่าวัดเป็นของตน มีความรู้สึกหวงแหน รัก และช่วยกันดูแลรักษา
2.สร้างสภาพวัดให้เป็นที่พักอาศัยของพระภิกษุสามเณร เป็นที่บวชเรียนศึกษาปฏิบัติธรรม เป็นที่ทำบุญบำเพ็ญกุศล
3.สร้างความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับประชาชนในท้องถิ่นวัดจะต้องสะอาดร่มรื่นมีกิจกรรมเพื่อประชาชน
4.สร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างวัดกับประชาชนในท้องถิ่น
5.เกิดการยอมรับตลอดไปว่าวัดกับชุมชนนั้นๆเป็นหน่วยเดียวกัน ให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

ช่วยเหลือ การให้ผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

April 25th, 2015


ถ้าพูดถึงการให้ การเสียสละ นอกจากเสียสละทรัพย์สิ่งของแล้ว ยังหมายถึงการให้น้ำใจแก่ผู้อื่นด้วย ซึ่งเป็นข้อที่ 1 ใน 10 ข้อของทศพิธราชธรรมสำหรับการให้  ถ้าเป็นการให้โดยไม่หวังผลหรือสิ่งตอบแทน การให้ที่ให้ด้วยใจ ให้แล้วเกิดความสุขต่อเพื่อนมนุษย์ แม้แต่ ต่อสัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาร่วมชะตาชีวิตบนโลกมนุษย์ด้วยกัน เป็นการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน

การให้ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นการให้ด้วยทรัพย์สิน เงินทอง การให้ด้วยน้ำใจ  ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า เป็นเรื่องที่หายากในสังคม การที่จะพบบุคคลที่มีความเสียสละ ทุ่มเท อุทิศแรงกายแรงใจ เสียสละเวลาส่วนตัว ด้วยแล้ว เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร ยากเหลือเกินที่จะค้นพบ การให้ด้วยน้ำใจ ปัจจุบันถ้าเป็นเชิงวิชาการ จะหมายถึง การให้ความรู้ ซึ่งเป็นการให้ที่ปราศจากการที่จะหวังผลสิ่งใดตอบแทน เป็นการให้ความรู้จากความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ของตนเอง เพื่อเป็นวิทยาทานให้กับผู้ที่ไม่รู้ หรือเป็นการเพิ่มเติมความรู้ให้กับผู้อื่น

ความจริงแล้วในสังคมไทย ยังมีผู้ที่มีความรู้ในตนเองมากมาย แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่ความรู้หรือภูมิรู้นั้น อยู่ในตัวของบุคคลคนนั้น ซึ่งไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นองค์ความรู้ให้บุคคลอื่นได้รับทราบ สำหรับการถ่ายทอดได้บ้างนั้น ก็เรียกว่าน้อยมาก ในบางครั้งความรู้นั้นอาจเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นที่สามารถนำความรู้นั้นไปใช้ประโยชน์ในการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงานหรือการแก้ปัญหาในการทำงานได้ ผู้เขียนมีความเห็นว่าต่อ ๆ ไป ถ้ามีการจัดการความรู้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการนำความรู้ซึ่งอยู่ในตัวคนออกมาเผยแพร่ให้กับบุคคลทั่วไปได้มากขึ้นแล้ว จะทำให้สังคมรุ่นใหม่เกิดการปฏิบัติไปในแนวทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างยิ่ง  แต่ปัจจุบันอาจเป็นช่วงเริ่มต้นของการที่จะดึงความรู้ในตัวคนออกมาเพื่อเผยแพร่ให้กับสังคมได้รับทราบ เนื่องจากเกิดเหตุปัจจัยหลาย ๆ เรื่อง เช่น การที่ผู้มีความรู้ยังไม่เข้าใจในระบบ กลไกของเทคโนโลยี ตลอดจนบางท่านยังหวงวิชาเพราะเกรงว่าคนรุ่นใหม่จะรู้ทัน ผู้เขียนมีความคิดเห็นว่า หาเป็นเช่นนั้นไม่ ยิ่งเราให้ความรู้ ความรู้ยิ่งกลับมีมากขึ้น  ทำให้ความรู้เกิดการแตกยอดความรู้และมีความคิดว่า  ให้ความรู้เท่าไรไม่มีวันหมดภูมิรู้ กลับได้รับความรู้เพิ่มขึ้น ดีเสียอีก ถ้าเรานำความรู้มาเผยแพร่จะทำให้สังคมมีคนช่วยคิดในการสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น ชุมชน สังคม เข้มแข็งขึ้น  และทำให้ประเทศชาติมีคุณภาพมากขึ้น

แต่สิ่งสำคัญ ที่จะทำได้ นั่นคือ การให้ความรู้นี้ ต้องไม่หวังผลตอบแทน เรียกว่า เป็นการให้ที่มาจากใจส่วนลึก โดยต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากผู้มีภูมิรู้ทุกท่านในการเผยแพร่ความรู้และประสบการณ์ที่อยู่ในตัวให้กับเด็กรุ่นใหม่  ได้รับรู้รับทราบเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อไป อย่าปล่อยให้ความรู้นั้นสูญหายไปกับตัวท่านเอง เพราะจะไม่มีประโยชน์ต่อสังคมเลย เพราะที่ผ่าน ๆ มา เราไม่มีตัวจัดการความรู้เข้ามา แต่ปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีแล้ว ควรใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น