Search:

จิตอาสากับหนทางอยู่ร่วมกันในสังคม

August 16th, 2015

การร่วมมือกันรณรงค์ส่งเสริมจิตอาสา ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นการเรียกน้ำใจงามของคนไทย ให้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง โดยจะไม่จำกัดอยู่เฉพาะญาติมิตร เพื่อน หรือคนรู้จักเท่านั้น แต่ควรต้องเผื่อแผ่ดูแลสังคมไทย ดูแลสิ่งแวดล้อม ชุมชน ตลอดจนปัญหาต่างๆรอบๆตัวร่วมกัน ร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆ  สำหรับอาสาสมัคร เป็นงานที่เกิดจากผู้ที่มี จิตอาสา ซึ่งมีความหมายอย่างมากกับสังคมส่วนรวม เป็นผู้ที่เอื้อเฟื้อ เสียสละ เวลา แรงกาย แรงใจ เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น หรือ สังคมให้เกิด ประโยชน์และความสุขมากขึ้น การเป็นอาสาสมัครไม่ว่าจะเป็นงานใดๆ ก็แล้วแต่ที่ทำให้เกิดประโยชน์ในทางบวก ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ควรทำทั้งสิ้น คนที่จะเป็นอาสาสมัครได้นั้น ไม่ได้จำกัดที่ วัย การศึกษา เพศ อาชีพ ฐานะ หรือ ข้อจำกัด ใดๆ เพียงแต่ต้องมีจิตใจเป็นจิตอาสาที่อยากจะช่วยเหลือผู้อื่น หรือสังคม เท่านั้น ในด้านกิจกรรมอาสาสมัคร เป็นกระบวนการของการฝึกการให้ที่ดีเพื่อขัดเกลาละวางตัวตน และบ่มเพาะความรัก ความเมตตาผู้อื่น โดยไม่มีเงื่อนไข ทั้งนี้กระบวนการของกิจกรรม ซึ่งเป็นการยอมสละตน เพื่อรับใช้และช่วยเหลือแก้ไขวิกฤติปัญหาของสังคม อาสาสมัครจะได้เรียนรู้ละเอียดอ่อนต่อสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวมากขึ้น สัมผัสความจริง เชื่อมโยงเหตุและปัจจัยความสุขและความทุกข์ เจริญสติในการปฏิบัติงาน กิจกรรมอาสาสมัคร จึงเป็นกระบวนการที่ช่วยให้บุคคลได้ขัดเกลาตนเอง เรียนรู้ภายใน และเกิดปัญญาได้

การทำกิจกรรมกับชมรมฯ ไม่ว่าด้วยแรงจูงใจใด ๆ ในช่วงเริ่มต้น หากต่อมาขาดซึ่งความรักในสิ่งที่ทำด้วยจิตอาสาแล้ว ผลงานที่ออกมาก็เป็นเพียงสิ่งที่เราทำสนุก ๆ เพื่อฆ่าเวลาที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรเท่านั้น ไม่มีคุณค่าเพื่อสร้างจิตวิญญาณและพัฒนาจิตสำนึกเพื่อสังคมในตัวเรา สิ่งที่เราได้จากการทำกิจกรรมนั้นมีมากมายอยู่ที่คน ๆ นั้นที่จะไขว้คว้าเอง เพื่อให้ได้มาตามที่ปรารถนา

ปัจจุบันได้มีวาระแห่งชาติการให้และอาสาช่วยเหลือสังคมแล้ว เป็นการร่วมมือกันรณรงค์ส่งเสริมจิตอาสาให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เป็นการปลุกน้ำใจคนไทยให้งอกงามกลับมาอีกครั้งหนึ่ง มาช่วยกันดูแลสังคมไทยร่วมกัน ดูแลสิ่งแวดล้อม ชุมชน ตลอดจนปัญหาต่างๆรอบๆตัว อย่างน้อย มองออกมานอกกรอบของเรื่องตัวเอง ออกมาดูคนอื่น เห็นใจ เข้าใจคนอื่นกันมากขึ้น ร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งดี ทำดีให้เป็นรูปธรรมกันมากขึ้นในสังคมไทย มิใช่เพียงแต่วิจารณ์ ต่อว่าใครหรือคนกลุ่มใดที่ควรรับผิดชอบ แต่ออกมารับผิดชอบ มีส่วนร่วมด้วยกัน ถ้าคนไทยมีจิตอาสากันเต็มแผ่นดิน ความสุขสงบของสังคมคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

จิตอาสาพัฒนาตน เพื่อประโยชน์ต่อผู้อื่น

July 11th, 2015

จะเห็นอยู่ว่าเป็นธรรมดาที่คนเราจะคิดถึงตนเองก่อน และประโยชน์ตนย่อมสำคัญกว่าประโยชน์ผู้อื่น แต่ทว่า สำหรับคนบางคนแล้วเขากลับให้น้ำหนักแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน แม้คนทั่วไปจะมีความเห็นแก่ตัวอยู่บ้าง แต่คนบางคนก็ยอมสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ผู้อื่นหรือส่วนรวมที่เห็นว่า ยิ่งใหญ่กว่า เขาย่อมจะได้รับความเอิบอิ่มแช่มชื่นใจเป็นผลในเบื้องตน ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีน้ำใจหรือมีจิตอาสาด้วย อีกทั้งผลของการเสียสละอย่างนั้นๆ ทำให้เขาสามารถพัฒนาชีวิตจิตใจตนเองให้สูงขึ้น โอกาสดีต่างๆ ย่อมเข้ามาเพราะการมีจิตใจคิดเพื่อผู้อื่น คนเห็นแก่ตนเองอยู่ที่ใดก็มีแต่จะสร้างปัญหาวุ่นวายให้เกิดแก่ที่นั้น ส่วนผู้ที่เห็นแก่ส่วนรวมอยู่ในที่ใดย่อมจะสร้างความสงบและเจริญรุ่งเรืองให้เกิดขึ้นแก่ที่นั้นๆ สังคมที่มากด้วยคนที่เห็นแก่ตนเองย่อมหากความสงบได้ยากนัก การหวังได้น้ำใจจากใครโดยที่ไม่ยอมสละให้ผู้อื่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งและเป็นไปได้ยากนัก ดังจะเห็นตัวอย่างได้ง่ายๆ ว่า คนดีทั้งหลายต่างยกย่องและยินดีสนับสนุน ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่มีน้ำใจงาม ผู้ซึ่งทำสิ่งต่างๆ เพื่อผู้อื่นโดยไม่หวังผลเพื่อตนเอง แต่ให้ความสนใจน้อยกว่านั้นยิ่งนักต่อผู้วันๆ ที่มุ่งแต่ประโยชน์ส่วนตนเองเพียงอย่างเดียว ดังนั้น หากเราเข้าใจชัดในเรื่องนี้แล้ว เราย่อมยินดีสละตนเองเพื่อผู้อื่น และในบางกรณีเราก็ยินดีเสียสละแม้ชีวิตของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความทุกข์ทางใจล้วนเนื่องมาจากความยึดติดถือมั่นในเรื่องตัวตนทั้งสิ้น การละวางความทุกข์ร้อนอันเนื่องด้วยตัวตนเป็นเหตุนั้นจะต้องผ่านเส้นทางของการอุทิศตนเองเพื่อผู้อื่นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ไม่มีหนทางอื่นเลยที่เราจะสละทุกข์ใจอันเนื่องจากการยึดมั่นถือมั่นได้เลยโดยไม่ผ่านการทำสิ่งต่างๆ เพื่อผู้อื่นโดยไม่หวังผลเพื่อตนเอง

ดังนั้น ผู้ที่เสียสละตนเองเพื่อผู้อื่นย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้เพียรเพื่อสละละวางตัวตนหรือความทุกข์ที่เนื่องด้วยตนเองไปด้วยเช่นกัน คือ การทำเพื่อผู้อื่นด้วยความเสียสละนั้นที่แท้แล้วก็คือการทำเพื่อตนเอง เป็นการสร้างประโยชน์แก่ตนเอง ส่วนการทำอะไรเพื่อตนเองโดยไม่สนใจประโยชน์สุขของผู้อื่นเลยนั่นก็คือการทำลายประโยชน์ของตนเอง

การส่งเสริมและพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์กลางของชุมชน

June 11th, 2015

DSC_7040ในอดีตวัดถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางและเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชน รวมทั้งคนในชุมชนรอบๆวัดยังใช้วัดเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์และทำกิจกรรมต่างๆร่วมกัน เช่น การประชุมหมู่บ้าน การประชุมราชการ หรือให้วัดเป็นศูนย์การเรียนรู้ แต่ในปัจจุบันท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคม วัฒนธรรมตะวันตกที่ไหลบ่าเข้ามาสู่สังคมไทย ทำให้เด็ก เยาวชน และประชาชน หันไปยึดติดในวัตถุนิยมมากเกินไป เป็นผลให้คนห่างไกลจากวัดโดยไม่รู้ตัว วัดจึงได้ลดบทบาทจากในอดีต สังคมไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้หมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านต่างมีวัดประจำหมู่บ้านของตนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งถือว่าเป็นสมบัติรวมของคนทั้งหมู่บ้าน เพราะวัดควรเป็นแหล่งเรียนรู้ทางปัญญาและพัฒนาจิตใจ โดยวัดต้องสามารถอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการบำเพ็ญบุญกุศล ศึกษาหลักธรรมคำสอนและปฏิบัติธรรม

การช่วยพัฒนาวัดถือเป็นหน้าที่ของพุทธศาสนิกชนที่พึงปฏิบัติ และเป็นการบูชาคุณพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ซึ่งเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่ อีกทั้งยังส่งเสริมการพัฒนาชุมชนและสังคมไปพร้อมๆกันอีกด้วย เพราะเมื่อวัดได้รับการพัฒนา ชุมชนและสังคมรอบด้านย่อมพัฒนาตามไปด้วย เนื่องจากวัดเป็นศูนย์กลางของสังคมไทย เพราะวัดเป็นสถานที่อำนวยคุณประโยชน์มากมาย พุทธศาสนิกชนจึงควรช่วยกันพัฒนาวัด เพื่อเป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา และเป็นการเสริมสร้างความเจริญของสังคมไทยต่อไป การพัฒนาวัดให้ได้ผลนั้นจะต้องเริ่มต้นจากการปลูกจิตสำนึกแก่ประชาชนในท้องถิ่นนั้นๆให้รู้สึกว่าตนเป็นเจ้าของวัด มีความรักและหวงแหน เห็นคุณค่า ทำให้อยากที่จะช่วยกันดูแลรักษาและพัฒนาวัดในชุมชนของตน

แนวทางพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์กลางของชุมชน

1.พัฒนาวัดให้เกิดความรู้สึกแก่ชุมชนในท้องถิ่นว่าวัดเป็นของตน มีความรู้สึกหวงแหน รัก และช่วยกันดูแลรักษา
2.สร้างสภาพวัดให้เป็นที่พักอาศัยของพระภิกษุสามเณร เป็นที่บวชเรียนศึกษาปฏิบัติธรรม เป็นที่ทำบุญบำเพ็ญกุศล
3.สร้างความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับประชาชนในท้องถิ่นวัดจะต้องสะอาดร่มรื่นมีกิจกรรมเพื่อประชาชน
4.สร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างวัดกับประชาชนในท้องถิ่น
5.เกิดการยอมรับตลอดไปว่าวัดกับชุมชนนั้นๆเป็นหน่วยเดียวกัน ให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

ช่วยเหลือ การให้ผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

April 25th, 2015


ถ้าพูดถึงการให้ การเสียสละ นอกจากเสียสละทรัพย์สิ่งของแล้ว ยังหมายถึงการให้น้ำใจแก่ผู้อื่นด้วย ซึ่งเป็นข้อที่ 1 ใน 10 ข้อของทศพิธราชธรรมสำหรับการให้  ถ้าเป็นการให้โดยไม่หวังผลหรือสิ่งตอบแทน การให้ที่ให้ด้วยใจ ให้แล้วเกิดความสุขต่อเพื่อนมนุษย์ แม้แต่ ต่อสัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาร่วมชะตาชีวิตบนโลกมนุษย์ด้วยกัน เป็นการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน

การให้ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นการให้ด้วยทรัพย์สิน เงินทอง การให้ด้วยน้ำใจ  ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า เป็นเรื่องที่หายากในสังคม การที่จะพบบุคคลที่มีความเสียสละ ทุ่มเท อุทิศแรงกายแรงใจ เสียสละเวลาส่วนตัว ด้วยแล้ว เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร ยากเหลือเกินที่จะค้นพบ การให้ด้วยน้ำใจ ปัจจุบันถ้าเป็นเชิงวิชาการ จะหมายถึง การให้ความรู้ ซึ่งเป็นการให้ที่ปราศจากการที่จะหวังผลสิ่งใดตอบแทน เป็นการให้ความรู้จากความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ของตนเอง เพื่อเป็นวิทยาทานให้กับผู้ที่ไม่รู้ หรือเป็นการเพิ่มเติมความรู้ให้กับผู้อื่น

ความจริงแล้วในสังคมไทย ยังมีผู้ที่มีความรู้ในตนเองมากมาย แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่ความรู้หรือภูมิรู้นั้น อยู่ในตัวของบุคคลคนนั้น ซึ่งไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นองค์ความรู้ให้บุคคลอื่นได้รับทราบ สำหรับการถ่ายทอดได้บ้างนั้น ก็เรียกว่าน้อยมาก ในบางครั้งความรู้นั้นอาจเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นที่สามารถนำความรู้นั้นไปใช้ประโยชน์ในการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงานหรือการแก้ปัญหาในการทำงานได้ ผู้เขียนมีความเห็นว่าต่อ ๆ ไป ถ้ามีการจัดการความรู้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการนำความรู้ซึ่งอยู่ในตัวคนออกมาเผยแพร่ให้กับบุคคลทั่วไปได้มากขึ้นแล้ว จะทำให้สังคมรุ่นใหม่เกิดการปฏิบัติไปในแนวทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างยิ่ง  แต่ปัจจุบันอาจเป็นช่วงเริ่มต้นของการที่จะดึงความรู้ในตัวคนออกมาเพื่อเผยแพร่ให้กับสังคมได้รับทราบ เนื่องจากเกิดเหตุปัจจัยหลาย ๆ เรื่อง เช่น การที่ผู้มีความรู้ยังไม่เข้าใจในระบบ กลไกของเทคโนโลยี ตลอดจนบางท่านยังหวงวิชาเพราะเกรงว่าคนรุ่นใหม่จะรู้ทัน ผู้เขียนมีความคิดเห็นว่า หาเป็นเช่นนั้นไม่ ยิ่งเราให้ความรู้ ความรู้ยิ่งกลับมีมากขึ้น  ทำให้ความรู้เกิดการแตกยอดความรู้และมีความคิดว่า  ให้ความรู้เท่าไรไม่มีวันหมดภูมิรู้ กลับได้รับความรู้เพิ่มขึ้น ดีเสียอีก ถ้าเรานำความรู้มาเผยแพร่จะทำให้สังคมมีคนช่วยคิดในการสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น ชุมชน สังคม เข้มแข็งขึ้น  และทำให้ประเทศชาติมีคุณภาพมากขึ้น

แต่สิ่งสำคัญ ที่จะทำได้ นั่นคือ การให้ความรู้นี้ ต้องไม่หวังผลตอบแทน เรียกว่า เป็นการให้ที่มาจากใจส่วนลึก โดยต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากผู้มีภูมิรู้ทุกท่านในการเผยแพร่ความรู้และประสบการณ์ที่อยู่ในตัวให้กับเด็กรุ่นใหม่  ได้รับรู้รับทราบเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อไป อย่าปล่อยให้ความรู้นั้นสูญหายไปกับตัวท่านเอง เพราะจะไม่มีประโยชน์ต่อสังคมเลย เพราะที่ผ่าน ๆ มา เราไม่มีตัวจัดการความรู้เข้ามา แต่ปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีแล้ว ควรใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น

ยุทธศาสตร์ชุมชนเข้มแข็งและยั่งยืน

March 30th, 2015

การพัฒนาประเทศที่เน้นการเพิ่มบทบาทการมีส่วนร่วมขององค์กรชุมชนในการกำหนดแนวทางการพัฒนาของตนเองมากขึ้น ซึ่งจะต้องมีการกระจายอำนาจการบริหารงานบุคลากร และงบประมาณ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของระบบบริหารจัดการงานพัฒนาที่ใช้อยู่ในปัจจุบันให้สามารถแก้ปัญหาและส่งเสริมการพัฒนาได้ทันกับขนาดและความรุนแรงของปัญหาที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งส่งเสริมบทบาทของทุกฝ่าย คือ ภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน และภาคประชาชน รวมทั้งองค์กรพัฒนาเอกชนในกระบวนการบริหารจัดการพัฒนาให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในการพัฒนาของภาครัฐ และการดำเนินการพัฒนาด้านต่างๆ จากส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และท้องถิ่นให้สอดคล้องกับนโยบายกระจายอำนาจและสร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์กรท้องถิ่นระดับล่าง

การพัฒนาทุกอย่างต้องอาศัยการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของหน่วยองค์กรหรือบุคคลที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ต้องใช้ทรัพยากรนำเข้าอย่างประหยัด คุ้มค่าและต้องมีกระบวนการทำงานที่บังเกิดผลไม่ก่อให้เกิดความสูญเปล่า โดยมียุทธศาสตร์การพัฒนาที่เป็นแผนการอันชาญฉลาดสำหรับการกระทำการอันหนึ่งอันใดให้บรรลุเป้าหมาย โดยมีหลักวิชาการรองรับและเป็นหลักวิชาการที่ถูกต้อง เป็นวิทยาศาสตร์ ต้องใช้ข้อมูลจากสภาพจริงของท้องถิ่นหรือสถานที่แห่งนั้นมาช่วยในการกำหนดยุทธศาสตร์ เป็นแผนการที่คนทั่วไปไม่คุ้นเคยมาก่อน เพราะจุดสำคัญของการพัฒนาชุมชนคือการยึดชุมชนเป็นหลัก ประชาชนต้องร่วมมือกัน ช่วยเหลือกัน พึ่งตนเอง และสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ซึ่งเป็นเสมือนทุนทางสังคมไทยที่เริ่มจากการส่งเสริมการผลิตพื้นฐาน การมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนเป็นหลัก

กลไกการบริหารจัดการที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและความต้องการของชุมชนมากที่สุด และนำไปสู่การมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย โดยกระบวนการทำงานร่วมกันของพหุภาคีในจุดเริ่มต้นควรดำเนินการในระดับจังหวัดก่อน ในลักษณะของประชาคมจังหวัด ซึ่งถ้าหากได้ผลก็จะขยายลงสู่ระดับอำเภอ และตำบล รวมทั้งขยายขึ้นสู่ระดับภาค เพื่อสร้างเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกันทั้งประเทศต่อไป ทั้งนี้ประชาคมจังหวัดจะมีลักษณะเป็นรูปแบบการรวมตัวของประชาชนกลุ่มต่างๆ เพื่อร่วมกันคิดหาแนวทางการพัฒนาในพื้นที่โดยลักษณะการจัดตั้งควรให้เป็นไปตามธรรมชาติ แต่มีระเบียบทางราชการรองรับ และให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย