Search:

.

January 12th, 2016

.

.

December 17th, 2015

.

แนวทางสำหรับภาคธุรกิจในการช่วยเหลือสังคม

November 1st, 2015

ปัญหาอุกภัยจากธรรมชาติมีให้พบเห็นได้อยู่บ่อยครั้ง ในหลายๆพื้นที่ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยเอง ทำให้คนไทยต้องพึ่งพาอาศัยกัน เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤต จึงทำให้ภาคธุรกิจต่างเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคมในวิธีต่างๆ ซึ่งมีด้วยกันหลากหลายวิธี โดยแนวทางในการช่วยเหลือสังคม มีดังนี้

1.รับบริจาค ในภาคธุรกิจที่มีความน่าเชื่อถือมากพอสมควรสามารถดำเนินการได้ง่ายกว่าการที่ให้คนที่ไม่เป็นที่รูจักไปป่าวประกาศขอรับบริจาคแน่นอน และเมื่อได้รับเงินและสิ่งของมาแล้วผู้ประกอบการอาจจะนำไปส่งให้หน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือประชาชนเป็นการเฉพาะ

2.บริจาคเป็นตัวเงิน การบริจาคเป็นตัวเงินจึงเป็นทางออกที่จะทำประโยชน์ได้ตรงจุดมากที่สุด ข้อดีอย่างหนึ่งของการบริจาคเป็นตัวเงินก็คือเนื่องจากเราไม่ใช่คนในพื้นที่ เราจึงไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วผู้ประสบภัยนั้นต้องการความช่วยเหลือเป็นอะไรกันแน่ แต่ทั้งนี้ผู้ประกอบการควรจะตรวจสอบหน่วยงานที่จะนำเงินไปบริจาคให้ดีและควรเลือกหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เพราะเรื่องของเงินทองเป็นสิ่งที่ไม่เข้าใครออกใครแม้แต่ในยามที่คนอื่นประสบกับปัญหาทุกข์ยากก็มักจะมีนักฉวยโอกาสมาหยิบฉวยไปอยู่เสมอ

3.บริจาคสิ่งของ การบริจาคสิ่งของซึ่งอาจจะเป็นสินค้าของกิจการ หรือข้าวของเครื่องใช้ที่ไม่ได้ใช้แล้วไปสู่มือผู้ประสบภัยก็เป็นวิธีการแสดงออกซึ่งความมีน้ำใจที่ไม่เลวเหมือนกัน อีกทั้งยังเป็นการแสดงออกซึ่งความจริงใจจากผู้ให้ไปสู่มือผู้รับด้วย แต่ทั้งนี้ข้าวของเครื่องใช้ที่คุณจะบริจาคไปให้ขอให้คัดเกรดและดูสภาพการใช้งานเสียหน่อย

4.ลงพื้นที่ไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วยตนเอง มีหลายๆองค์กรเริ่มนำมาปฏิบัติกัน เพราะบางครั้งกำลังคนมีคุณค่ามากกว่าสิ่งของและเงินทองหลายเท่าตัวนัก ซึ่งรับรองว่างานที่จะให้ทำในพื้นที่ประสบภัยมีมากมายก่ายกองไม่ว่าจะเป็นในส่วนของการทำความสะอาด การบูรณะซ่อมแซมอาคารบ้านเรือน เป็นต้น ซึ่งต่างล้วนแล้วแต่เป็นงานที่ต้องการกำลังคนด้วยกันทั้งสิ้น

ในขณะที่สังคมเกิดความเดือดร้อน การที่ภาคธุรกิจยื่นมือเข้าไปช่วยจึงเป็นวิธีที่สามารถช่วยตอบแทนสังคม ถึงแม้การช่วยเหลือนี้จะไม่ได้รับผลกำไรกลับมาก็ตาม

วิธีการส่งเสริมให้พนักงานเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสา

October 10th, 2015

จากผลสำรวจพบว่าการส่งเสริมให้พนักงานภายในองค์กรเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสา ช่วยให้พนักงานมีอารมณ์ดีขึ้น และเกิดความผูกพันธ์สนิทสนมกับเพื่อนร่วมงานมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีผลทางด้านการตลาด ในด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ที่ใช้สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรได้อีกด้วย กิจกรรมที่เห็นได้บ่อยๆ เช่น ปลูกป่า การเข้าเยี่ยมบ้านพักคนชรา บริจาคสิ่งของบ้านเด็กกำพร้า สถานสงเคราะห์สัตว์จรจัด เป็นต้น ซึ่งแนวทางสำหรับจิตอาสาในองค์กร มีดังนี้

1.รู้ถึงรายละเอียดองค์กร เพื่อสร้างกิจกรรมขึ้นมาให้สอดคล้องกับแนวทางขององค์กร อีกทั้งยังเป็นการสร้างจิตสำนึกในบุคลากรในองค์กรให้คิดไปในทางเดียวกัน ให้ยึดเหนี่ยวด้วยแนวคิดเดียว เพื่อที่จะได้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง ทำให้พนักงานมีแนวคิดเดียวกัน

2.หาเหตุผลที่แท้จริงในการให้พนักงานเรานั้นเข้าร่วม สร้างภาพลักษณ์ของการทำกิจกรรมให้ออกมาดูสนุกสนานไม่น่าเบื่อ บรรดาหัวหน้าและผู้บริหารก็ควรเป็นแบบอย่างที่ดีในการลงไปเข้าร่วมโดยที่ไม่แบ่งเรื่องตำแหน่งการทำงาน

3.ลองคิดหาแนวทางใหม่ๆ หรือโจทย์ใหม่ๆ ให้กับกิจกรรมอยู่เสมอ ให้ความสำคัญกับบรรดาผู้เข้าร่วมหน้าใหม่ๆ ให้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมและเกิดความประทับใจในครั้งแรกด้วย โดยพยายามหากิจกรรมที่ทุกคนได้มีโอกาสทำงานร่วมกัน เพื่อให้คนกลุ่มนี้สนิทสนมกับคนกลุ่มเดิมที่มีอยู่แล้ว หากมีแต่กิจกรรมเดิมๆ สถานที่เดิมๆ แล้วนั้นกิจกรรมจิตอาสาในองค์กรคงน่าเบื่อไม่ใช่น้อย

4.สำรวจความพึงพอใจ ทำแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรมจิตอาสาจากทั้งฝั่งพนักงานของเราเอง รวมไปถึงผู้คนในชุมชนที่เราเข้าไปทำกิจกรรม  และมีสิ่งใดที่ควรต้องปรับปรุงบ้าง เพื่อที่จะวางแผนถึงกิจกรรมจิตอาสาในปีต่อไปว่ามีสิ่งใดที่ควรต้องมาปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้นบ้าง จนสุดท้ายนำแผนเหล่านี้มาปรับเป็นโครงสร้างของการจัดกิจกรรมเพื่อให้ง่ายต่อการจัดกิจกรรมขึ้นในครั้งต่อๆ ไป

การจะจัดกิจกรรมจิตอาสาในองค์กรได้นั้นต้องกำหนดจุดเป้าหมายให้ชัดเจนก่อน จากนั้นจึงผลักดันให้พนักงานมีแรงบันดาลใจในการเข้าร่วม และปรับเปลี่ยนกิจกรรมบ่อยๆ และสร้างประสบการณ์ที่ดีสำหรับทุกๆฝ่ายผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทั้งหมด

 

จิตอาสากับหนทางอยู่ร่วมกันในสังคม

August 16th, 2015

การร่วมมือกันรณรงค์ส่งเสริมจิตอาสา ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นการเรียกน้ำใจงามของคนไทย ให้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง โดยจะไม่จำกัดอยู่เฉพาะญาติมิตร เพื่อน หรือคนรู้จักเท่านั้น แต่ควรต้องเผื่อแผ่ดูแลสังคมไทย ดูแลสิ่งแวดล้อม ชุมชน ตลอดจนปัญหาต่างๆรอบๆตัวร่วมกัน ร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆ  สำหรับอาสาสมัคร เป็นงานที่เกิดจากผู้ที่มี จิตอาสา ซึ่งมีความหมายอย่างมากกับสังคมส่วนรวม เป็นผู้ที่เอื้อเฟื้อ เสียสละ เวลา แรงกาย แรงใจ เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น หรือ สังคมให้เกิด ประโยชน์และความสุขมากขึ้น การเป็นอาสาสมัครไม่ว่าจะเป็นงานใดๆ ก็แล้วแต่ที่ทำให้เกิดประโยชน์ในทางบวก ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ควรทำทั้งสิ้น คนที่จะเป็นอาสาสมัครได้นั้น ไม่ได้จำกัดที่ วัย การศึกษา เพศ อาชีพ ฐานะ หรือ ข้อจำกัด ใดๆ เพียงแต่ต้องมีจิตใจเป็นจิตอาสาที่อยากจะช่วยเหลือผู้อื่น หรือสังคม เท่านั้น ในด้านกิจกรรมอาสาสมัคร เป็นกระบวนการของการฝึกการให้ที่ดีเพื่อขัดเกลาละวางตัวตน และบ่มเพาะความรัก ความเมตตาผู้อื่น โดยไม่มีเงื่อนไข ทั้งนี้กระบวนการของกิจกรรม ซึ่งเป็นการยอมสละตน เพื่อรับใช้และช่วยเหลือแก้ไขวิกฤติปัญหาของสังคม อาสาสมัครจะได้เรียนรู้ละเอียดอ่อนต่อสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวมากขึ้น สัมผัสความจริง เชื่อมโยงเหตุและปัจจัยความสุขและความทุกข์ เจริญสติในการปฏิบัติงาน กิจกรรมอาสาสมัคร จึงเป็นกระบวนการที่ช่วยให้บุคคลได้ขัดเกลาตนเอง เรียนรู้ภายใน และเกิดปัญญาได้

การทำกิจกรรมกับชมรมฯ ไม่ว่าด้วยแรงจูงใจใด ๆ ในช่วงเริ่มต้น หากต่อมาขาดซึ่งความรักในสิ่งที่ทำด้วยจิตอาสาแล้ว ผลงานที่ออกมาก็เป็นเพียงสิ่งที่เราทำสนุก ๆ เพื่อฆ่าเวลาที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรเท่านั้น ไม่มีคุณค่าเพื่อสร้างจิตวิญญาณและพัฒนาจิตสำนึกเพื่อสังคมในตัวเรา สิ่งที่เราได้จากการทำกิจกรรมนั้นมีมากมายอยู่ที่คน ๆ นั้นที่จะไขว้คว้าเอง เพื่อให้ได้มาตามที่ปรารถนา

ปัจจุบันได้มีวาระแห่งชาติการให้และอาสาช่วยเหลือสังคมแล้ว เป็นการร่วมมือกันรณรงค์ส่งเสริมจิตอาสาให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เป็นการปลุกน้ำใจคนไทยให้งอกงามกลับมาอีกครั้งหนึ่ง มาช่วยกันดูแลสังคมไทยร่วมกัน ดูแลสิ่งแวดล้อม ชุมชน ตลอดจนปัญหาต่างๆรอบๆตัว อย่างน้อย มองออกมานอกกรอบของเรื่องตัวเอง ออกมาดูคนอื่น เห็นใจ เข้าใจคนอื่นกันมากขึ้น ร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งดี ทำดีให้เป็นรูปธรรมกันมากขึ้นในสังคมไทย มิใช่เพียงแต่วิจารณ์ ต่อว่าใครหรือคนกลุ่มใดที่ควรรับผิดชอบ แต่ออกมารับผิดชอบ มีส่วนร่วมด้วยกัน ถ้าคนไทยมีจิตอาสากันเต็มแผ่นดิน ความสุขสงบของสังคมคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม